THACCA ปลื้มไทยที่ 1 เอเชีย ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรม ชูนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ เครื่องยนต์ศก.ใหม่

7.08.25 | 20:27 น.
แฟ้มภาพ

THACCA ปลื้ม ‘ไทย’ ที่ 1 เอเชีย ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรม ชูนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม เพจเฟซบุ๊ก THACCA-Thailand Creative Culture Agency ของสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์แห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการจัดอันดับ “ประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรม” ของเว็บไซต์ U.S. News & World Report ประจำปี 2024 พบว่า ประเทศไทยร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมที่สุดอันดับ 1 ของเอเชีย และติดอันดับ 8 ของโลก จากทั้งหมด 89 ประเทศทั่วโลก

THACCA ระบุว่า Soft Power ไทยสุดปัง! รั้งอันดับ 1 ประเทศรวยวัฒนธรรมที่สุดในเอเชีย

เมื่อ “วัฒนธรรม” และ “อัตลักษณ์” ของชาติ เป็นเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดใจคนทั้งโลกให้อยากมาชื่นชม อยากมาสัมผัสความงามทางวัฒนธรรม จนกลายเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันได้

ประเทศไทยนับว่าเป็นชาติที่มีความแข็งแกร่งในเรื่องวัฒนธรรมไม่น้อย จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมที่สุดอันดับ 1 ของเอเชีย และติดอันดับ 8 ของโลก จากทั้งหมด 89 ประเทศทั่วโลก โดยการจัดอันดับของเว็บไซต์ U.S. News & World Report ปี 2024

Advertisement

ผลการจัดอันดับดังกล่าวใช้เกณฑ์ประเมินคุณลักษณะประเทศ 5 ประการ ได้แก่ การเข้าถึงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์อันรุ่งเรือง อาหาร สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และความน่าดึงดูดทางภูมิศาสตร์

โดย 10 อันดับแรก ประเทศที่ร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2024 ได้แก่

1.ไทย
2.อินเดีย
3.ญี่ปุ่น
4.จีน
5.อินโดนีเซีย
6.เวียดนาม
7.มาเลเซีย
8.เกาหลีใต้
9.สิงคโปร์
10.ฟิลิปปินส์

ในรายงานระบุด้วยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก แม้ว่ารายได้จากภาคการท่องเที่ยวคิดเป็น 7% ของ GDP เท่านั้น แต่เสน่ห์ของประเทศไทยอยู่ที่บ้านเมืองที่ทันสมัยและโบราณสถานที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่หลากหลาย มีหาดทรายและวัดวาอารามที่งดงาม และขึ้นชื่อเรื่องการนวดแผนไทย รวมถึงอาหารก็มีรสชาติยอดเยี่ยมด้วย

🔴 Soft Power ไทย = เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

การครองตำแหน่งประเทศที่ร่ำรวยทางวัฒนธรรมที่สุดในเอเชีย จึงไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจ แต่ยังเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศและประชาชนได้อีกมหาศาล รัฐบาลจึงต้องดำเนินนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อวางยุทธศาสตร์ในการบริหารเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของชาติ และเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ

โดยรัฐบาลมีแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านการทำงานของหน่วยงานหลักอย่าง สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA-Thailand Creative Culture Agency) โดยคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการพัฒนายุทธศาสตร์ 3 ด้าน

1.ต้นน้ำ – การพัฒนาทักษะคนไทย เพราะรัฐบาลเชื่อว่าคนไทยมีเสน่ห์และความสามารถในทางวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจได้

เราจึงต้องเริ่มต้นจากการอบรมเพื่อเพิ่มบุคลากรทางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ ด้วยนโยบาย “หนึ่งครอบครัว หนึ่งซอฟต์พาวเวอร์” (OFOS – One Family One Soft Power) เพื่อ Up-skill และ Re-skill ยกระดับศักยภาพทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งนั้นให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม รวมไปถึงการฝึกฝนทักษะวัฒนธรรมสร้างสรรค์ใหม่ๆ ด้วย เพื่อให้คนไทยสามารถหยิบของเก่าและของใหม่มาผสานกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างสรรค์เป็นวัฒนธรรมใหม่ๆ ของชาติได้

2.กลางน้ำ – รัฐบาลเห็นว่า อุตสาหกรรมวัฒนธรรมไทยทั้งแบบดั้งเดิมและสร้างสรรค์ใหม่ มีความเข้มแข็งอย่างมาก เพียงแต่ในอดีต สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกปลดล็อกหรือถูกจำกัดศักยภาพอยู่ รัฐบาลจึงต้องมุ่งพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพนั้น ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ เช่น การแก้กฎหมายเก่าที่เป็นอุปสรรค ออกกฎหมายใหม่เพื่อปลดล็อกศักยภาพ

รวมไปถึงการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ทั้ง 14 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเพิ่มศักยภาพการในแข่งขัน พร้อมนำเสนอเสน่ห์วัฒนธรรมสร้างสรรค์เหล่านี้สู่สายตาชาวโลก ให้คนทั้งโลกรักและหลงใหล

3.ปลายน้ำ – รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันวัฒนธรรมไทยออกไปสู่ระดับสากลผ่านกลไก “การทูตทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์” (Creative Cultural Diplomacy) ด้วยการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และขยายอิทธิพลของไทยในเวทีโลก เพื่อสร้างเครือข่ายและพัฒนาตลาดต่างประเทศ ส่งออกสินค้าและบริการของไทย ตลอดจนความเป็นไทยที่ร่วมสมัย ทันสมัย แต่ยังมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแรง

เพื่อให้เกิด “แรงดึงดูด” ที่ทำให้คนทั่วโลกอยากมาเที่ยว ลงทุน หรือเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศไทย รวมถึงเพิ่มสัดส่วนมูลค่าในตลาดต่างประเทศ ผ่านทั้งบริการ เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้เข้าประเทศ แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา: U.S. News & World Report