ไขปริศนาเรื่องเล่าในเงาเมือง พาทัวร์ ‘บางลำพู’ ฟังกูรูเล่าเรื่องที่ไม่เคยถูกเล่า

19.08.25 | 17:41 น.

ข้าวสาร ถนนชื่อดังอันดับ 5 ของโลก แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกันเป็นอย่างดี ขณะที่ชื่อ บางลำพู อาจคุ้นหูแต่ดูเลือนลางในความทรงจำของผู้คนยุคนี้ โดยเฉพาะเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์ และวิถีชุมชนที่ถูกกล่าวขานมาอย่างยาวนาน 

มติชนทัวร์ ขออาสาพาไปเดินเที่ยว บางลำพู ย่านตลาดการค้าที่สำคัญมาตั้งแต่อดีต โดยมีกูรูอย่าง ผศ.ธนโชติ เกียรติณภัทร อาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผู้นำเที่ยว 

ย่านบางลำพูนี้เข้าใจว่าได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในตอนต้นรัชกาลที่ 5 เนื่องจากเกิดเพลิงไหม้เสียหายอย่างหนัก ในปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์รวมการค้าหลายชนิด มีทั้งร้านค้าที่ตั้งอยู่ในอาคารตึกเก่าบางลำพู รวมทั้งมีวัดวาอาราม และสถานที่สำคัญที่น่าสนใจมากมาย ที่สำคัญที่นี่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนค้นหาและบางเรื่องก็ยังไม่เคยถูกเล่า 

ไขปริศนา ไหว้พระวัดชนะสงคราม – วัดบวรฯ

ลัดเลาะผ่านถนนข้าวสารมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เราจะได้พบกับ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงฯ บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งอาราม และเปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดตองปุ  และหลังจากทำสงครามชนะพม่า 3 ครั้ง 

Advertisement

นับแต่สงครามเก้าทัพ พ.ศ. 2328 สงครามท่าดินแดงและสามสบ พ.ศ. 2329 และสงครามป่าซาง นครลำปาง พ.ศ. 2330 รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดแห่งนี้ใหม่เป็น วัดไชยชนะสงคราม แต่ภายหลังตัดเหลือเพียง วัดชนะสงคราม และใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ภายในพระอุโบสถของวัดแห่งนี้ประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยพระพุทธรูปขนาดเล็กอีก 15 องค์ พระประธานองค์นี้ชาวบ้านนิยมเรียกว่า หลวงพ่อปู่ ถือเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีตำนานกล่าวว่าก่อนที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทออกรบ พระองค์เสด็จมาสักการะพระพุทธรูปองค์นี้และทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง 

และยังมีเรื่องเล่าอีกว่า หลังสงครามเก้าทัพ พระองค์ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์และทรงถวายฉลองพระองค์ลงยันต์คลุมองค์พระประธานและโปรดให้แม่ทัพนายกองทำเช่นกัน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาก่อนจะโปรดเกล้าฯ ให้โบกปูนทับไว้อีกชั้นหนึ่ง

ไม่ไกลจากวัดชนะสงครามเราจะได้พบกับวัดหลวงที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ที่สถาปนาขึ้นโดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในสมัยรัชกาลที่ 3 เดิมชื่อว่า ‘วัดใหม่’ อยู่ในเขตวังหน้า ครั้นสมัยรัชกาลที่ 6 โปรดฯ ให้รวมวัดรังษีสุทธาวาสเข้ากับวัดบวรนิเวศวิหาร เนื่องจากทรงเห็นว่าทรุดโทรมมาก ซึ่งในปัจจุบันยังคงเรียกส่วนที่เป็นวัดรังษีสุทธาวาสว่า คณะรังษี นั่นเอง

วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 มีหน้าบันเป็นงานก่ออิฐถือปูนประดับลวดลายกระเบื้องเคลือบลวดลายอย่างเทศ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์เป็นลวดลายดอกไม้แบบตะวันตกและประดับตรารูปพระมุงกุฏและพระขรรค์บนหน้าบันทั้ง 3 ด้าน และสร้างมุขลดเพิ่มที่ด้านหน้าเป็นมุขโถงมีการทำเสาเป็นเสาหินอ่อนสั่งทำจากประเทศอิตาลี แกะสลักบัวหัวเสาเป็นลวดลายใบอะแคนทัสมีชื่อเรียกทางศิลปกรรมไทยว่า ‘ลายใบผักกาดเทศ’

ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นงานปูนปั้นลงรักปิดทองประดับกระจกประดับลวดลายดอกไม้ใบไม้อย่างเทศ การประดิษฐานใบเสมาเป็นเสมาบนแท่นประดิษฐานติดกับผนังพระอุโบสถ จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถเป็นฝีมือขรัวอินโข่ง นอกจากนี้ มีการประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์เป็นประธาน คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) พระพุทธรูปศิลปะอยุธยา สกุลช่างเพชรบุรี พระประธานองค์แรกตั้งอยู่เบื้องหลัง 

และพระพุทธชินสีห์ พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย หมวดพระพุทธชินราช ที่อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก ใต้ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9 ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงเคยผนวช ณ วัดแห่งนี้

  ส่วนเจดีย์ประธานของวัด ได้รับอิทธิพลจากเจดีย์ทรงระฆังศิลปะอยุธยา บริเวณลานประทักษิณชั้นที่สองด้านทิศเหนือของเจดีย์ประธานประดิษฐาน พระไพรีพินาศ พระพุทธรูปที่มีผู้นำมาถวายรัชกาลที่ 4 ขณะยังผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และพระพุทธรูปองค์นี้แสดงอภินิหารให้อริราชศัตรูที่คิดปองร้ายพระองค์ต่างมีอันเป็นไป และพ่ายแพ้ภัยตนเอง 

พระองค์จึงโปรดฯ ให้ถวายพระนามของพระพุทธรูปองค์สำคัญนี้ว่า ‘พระไพรีพินาศ’ ถัดมา คือ วิหารพระศรีศาสดา ตัวอาคารเป็นงานศิลปกรรมที่สืบทอดมาจากศิลปกรรมพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 โดยมีส่วนเพิ่มเติมที่เป็นอิทธิพลศิลปะตะวันตก ภายในประดิษฐานพระศรีศาสดา ซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ ณ วิหารด้านทิศใต้ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก 

สัมผัสวิถีชุมชนแขกตานี สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ‘บางลำพู’

บางลำพู ยังมีวัฒนธรรมและความเชื่อ ที่เชื่อมอดีตจนถึงปัจจุบันอย่างหลากหลาย เริ่มจากเป็นมัสยิดเก่าแก่ อย่าง มัสยิดจักรพงษ์ ซึ่งถือกันว่าเป็นมัสยิดแห่งแรกในบริเวณเขตพระนคร ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 

มัสยิดแห่งนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมุสลิมที่เรียกว่า แขกตานี ซึ่งถูกกวาดต้อนขึ้นมาอาศัยในพระนคร หลังจบสงครามปัตตานี-สยามยุทธ์ เมื่อ พ.ศ. 2329 รวมถึงเจ้านาย ขุนนาง และช่างฝีมือ ซึ่งได้ให้อยู่ในสังกัดวังหน้า โดยรัชกาลที่ 1 พระราชทานพื้นที่ตอนเหนือระหว่างคลองรอบกรุง ใกล้วัดชนะสงครามให้กลุ่มชาวแขกตานีอาศัย และต่อมาจึงมีการสร้างศาสนสถานขึ้น แรกเริ่มเป็นเพียงอาคารไม้ยกสูง เรียกชื่อว่า สุเหร่าตองปุ 

ต่อมาอาคารทรุดโทรมและคับแคบ จึงรื้อลงและสร้างเป็นอาคารคอนกรีตสามชั้น สถาปัตยกรรมอาหรับผสมผสานเปอร์เซีย บนยอดสุดมีหออะซานรูปทรงแปดเหลี่ยม คอยประกาศเรียกละหมาด โครงสร้างอาคารภายนอกเรียบง่าย แต่งดงาม ประตูหน้าต่างของมัสยิดยังคงลักษณะโค้งมน บ้างประดับด้วยไม้สักฉลุลาย บ้างประดับด้วยกระจกสีตามความนิยมในสถาปัตยกรรมอิสลาม ขอบหน้าต่างสีเขียวเข้มและขาวตัดกับสีเหลืองอ่อนของตัวอาคารอย่างลงตัว พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น มัสยิดจักรพงษ์ ตามชื่อถนนจักรพงษ์ และเพื่อฉลองพระนามของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ไปพร้อมกัน

บางลำพู ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้คนในชุมชนและผู้ที่แวะเวียนไปได้สักการะ โดยเฉพาะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในชุมชนตรอกบ้านพานถม ใกล้กับวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นศาลเจ้าที่ชาวบางลำพูเคารพนับถือ เป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์และเรื่องบันดาลโชคลาภ

เดิมทีคนในชุมชนดั้งเดิมเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาจากเมืองจีนเชื้อสายแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้งมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว จึงเป็นที่เคารพของคนไทยเชื้่อสายจีนเป็นอย่างมาก และเป็นธรรมเนียมการตั้งศาลเพื่อเป็นศูนย์กลางของชุมชนของชาวจีนยุคนั้นอีกด้วยเช่นกัน 

นอกจากนี้ ยังมีการสักการะบูชาพระยาพิชัยดาบหัก ทหารเอกคู่พระทัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและกตัญญูกตเวที ตลอดจน เจ้าแม่ทับทิม เทวนารีที่เป็นที่เคารพบูชาของชาวจีนโพ้นะเล โดยมีการตั้งรูปเคารพบูชารวมไว้ในศาลเดียวกัน

ไหว้เจ้าพ่อหนู-ชมป้อมเก่า เล่าวิถีชุมชน ยลพระอาทิตย์อัสดงริมเจ้าพระยา 

บริเวณเชิงสะพานนรรัตน์สถาน ก็เป็นอีกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์รวมใจของชาวบางลำพูมานานหลายทศวรรษ นั่นคือ องค์เจ้าพ่อหนู ตามคำบอกเล่ากล่าวเอาไว้ว่าองค์ท่านลอยน้ำมาติดริมฝั่งคลองบางลำพู ชาวตลาดนานา บางลำพู จึงพร้อมใจกันอัญเชิญขึ้นมาบูชาที่ศาลเล็กๆ ที่สร้างไว้บนดาดฟ้าของตลาดนานา ต่อมาราวๆ พ.ศ. 2503 ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น ชาวบ้านเห็นเด็กผู้ชายแต่งกายชุดสีชมพูยืนโบกธงอยู่บนหลังคาที่ตลาดนานา เพื่อไม่ให้ไฟลุกลาม และสงบลงโดยเร็ว ชาวบ้านเข้าใจว่าเด็กชายที่เห็นนั้นเป็นเทพยดา จึงพร้อมใจกันขนานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า เจ้าพ่อหนู

ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณวัตถุให้ความเห็นว่า เจ้าพ่อหนู เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีพระพักตร์คล้ายเด็กยิ้ม ขนาดหน้าตักกว้าง 8.5 นิ้ว สูง 11 นิ้ว มีลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบจีน เกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธาของลูกศิษย์เจ้าพ่อหนู ซึ่งสร้างแล้วเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2546

ปิดท้ายทริปที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ของย่านบางลำพู ด้วยการพาไปชม ป้อมพระสุเมรุ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณมุมที่ถนนพระอาทิตย์และถนนพระสุเมรุเชื่อมต่อกัน ติดแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากคลองบางลำพูหรือคลองรอบกรุงด้านทิศเหนือ ป้อมแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2326 ในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นป้อมปราการสำหรับป้องกันพระนคร ซึ่งได้สร้างขึ้นทั้งหมดจำนวน 14 ป้อม แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงป้อมพระสุเมรุและป้อมมหากาฬเท่านั้น

สมัยรัชกาลที่ 1 ป้อมแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของวังริมป้อมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา เพื่อให้มีหน้าที่รักษาพระนครทางด้านปากคลองบางลำพูบน ซึ่งเป็นมุมพระนครด้านเหนือ และวังริมป้อมจักรเพชรเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ เพื่อรักษามุมพระนครด้านใต้

ป้อมพระสุเมรุมีลักษณะเป็นป้อมก่ออิฐถือปูนทรงแปดเหลี่ยมหันหน้าออกริมคลองบางลำพู ตรงกลางป้อมก่อผนังแบ่งเป็นห้องๆ รวม 38 ห้อง เพื่อเก็บกระสุนดินดำและอาวุธ ส่วนหอรบรูปเจ็ดเหลี่ยมและหลังคาป้อมได้พังทลายไประหว่างรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 ต่อมา พ.ศ. 2524 กรมศิลปากรได้ซ่อมแซมบูรณะตามรูปแบบเดิมจากภาพถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 5 จนดูสง่างามเหมือนเดิม 

ทั้งยังปรับปรุงบริเวณโดยรอบให้เป็นสวนสาธารณะอีกด้วย โดยให้ชื่อว่า สวนสันติชัยปราการ มีพลับพลา ชื่อว่า พระที่นั่งสันติชัยปราการ โดยพระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นสถานที่ประกอบงานพระราชพิธีทางกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคอีกด้วย

นับเป็นทริปพิเศษกับการเดินเท้าสัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อ ณ ย่านเก่าคลองคูเมืองเดิม – แม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมสัมผัสบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมปริศนาและเรื่องราวที่อาจยังไม่เคยถูกเล่าอีกมากมาย