คำต่อคำ อธิบดีกรมศิลป์ แจงเหตุ ‘เฟคนิวส์’ ยัน ปราสาท ‘พังได้ก็ซ่อมได้’ แต่ไม่เคยยั่วยุให้ถล่มป่นปี้
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่อาคารศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี จัดสัมมนาทางวิชาการ โครงการพัฒนาศักยภาพโบราณสถานภูปราสาท ตำบลสีวิเชียร อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจบริเวณช่องอานม้า เรื่อง ‘ภูปราสาท มรดก : โบราณคดี ธรรมชาติ และภูมิวัฒนธรรม’ ระหว่างวันที่ 20-21 สิงหาคม โดยมีวิทยากร อาทิ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

บรรยากาศเมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. มีบุคคลต่างๆ ทยอยเดินทางเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมรับฟังกว่า 300 คน

เวลาราว 09.00 น. นางพนารัตน์ คนขยัน วัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวต้อนรับ
จากนั้น นายธนภัทร จิตสุทธิผล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี กล่าวรายงาน
ต่อมา นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวเปิดงาน โดยในตอนหนึ่งกล่าวถึงกรณีโลกออนไลน์แชร์ข้อความที่ระบุว่า กรมศิลปากรพร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้นั้น
นายพนมบุตรกล่าวว่า จริงๆ แล้วตนอยากไปให้ถึงแหล่งบริเวณช่องอานม้า แต่อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่า สถานการณ์ในตอนนี้ คงไม่สามารถขึ้นไปยังภูปราสาทจริงได้ จึงเปลี่ยนมาจัดงานเสวนาทางวิชาการที่นี่

“ตอนเกิดเหตุการณ์ข้อพิพาททางชายแดน มีสื่อมวลชนมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการสู้รบในครั้งนี้ ต่อตัวปราสาท ผมก็อธิบาย แต่ในท้ายที่สุด มีข่าวในโซเชียลว่ากรมศิลป์ยินดีให้ถล่มปราสาท แล้วจะซ่อมให้กลับมาเหมือนเดิม
ผมขอถือโอกาสนี้อธิบายว่า จริงๆ แล้วที่ให้สัมภาษณ์ไป ก็จะบอกว่าโบราณสถานต่างๆ เป็นสิ่งก่อสร้างซึ่งนับเนื่องในศาสนาหรือความเชื่อ โดยอายุการก่อสร้างได้ตามเกณฑ์ เมื่อมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ก็จะได้รับการประกาศให้เป็นโบราณสถาน แต่จริงๆ ความสำคัญที่เหนือกว่าโบราณสถานคือแผ่นดิน ณ ที่โบราณสถานตั้งอยู่ โดยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถไปบูรณะเขาพระวิหารได้ เพราะตั้งอยู่ในเขตแดนประเทศกัมพูชาตามการตัดสินของศาลโลก
ไม่ใช่ปราสาท หรือโบราณสถานไม่สำคัญ แต่หากแม้นไม่มีแผ่นดินที่ตั้งโบราณสถานนั้น ก็ไม่สามารถที่จะอนุรักษ์ได้ เพราะขอบเขตหน้าที่ของกรมศิลปากร คือการบูรณะและอนุรักษ์โบราณสถานที่อยู่ในเขตประเทศไทย” นายพนมบุตรกล่าว
นายพนมบุตรกล่าวต่อไปว่า ย้อนกลับไปหลายร้อยปี เรามีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม แน่นอนว่า ต้องยอมรับว่า ในภาคอีสานหลายจังหวัดพบร่องรอยปราสาทหินต่างๆ ศูนย์กลางอำนาจในเวลานั้นอยู่ที่เมืองพระนคร ในกัมพูชา
“วันนี้ สิ่งที่น่ายินดีคือ คนไทยได้ตระหนักแล้วว่า โบราณสถาน คือ สิ่งมีค่า ควรหวงแหน เกิดความห่วงใยในโบราณสถานแถบชายแดน ซึ่งกรมศิลปากรได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อหาแนวทางในเรื่องการบูรณะปราสาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตาเมือนธม ตาเมือน ตาควาย ซึ่งพอเสร็จศึก หรือข้อพิพาทต่างๆ ก็คงต้องรีบสำรวจหรือดำเนินการบูรณะต่อไป แต่ก็ต้องอธิบายว่าปราสาทหินหลายหลัง ไม่ว่าจะเป็นพิมาย พนมรุ้ง ตาเมือนธม ผ่านการซ่อมมาแล้ว โดยการรื้อตัวปราสาทเดิมลงมา แล้วนำไปประกอบเข้าด้วยกันตามหลักวิชาการ เรียกว่า อนัสติโลซีส (ANASTYLOSIS)” นายพนมบุตรกล่าว
นายพนมบุตรกล่าวว่า การซ่อมกลับมา ไม่ได้เหนือวิสัยที่กรมศิลปากรจะทำได้ แต่ไม่มีความคิดที่จะยุให้ถล่มทลาย หรือทำให้มันป่นปี้ลงไป เพียงแต่ว่าสิ่งก่อสร้างใดก็ตามที่สร้างได้ ชำรุดได้ กรมศิลปากรก็มีความสามารถในการซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ แต่จะเป็นการดีที่สุด ถ้าโบราณสถานเหล่านั้นไม่ได้ถูกทำลายหรือแตะต้อง







