ถกสนั่น อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เปิดค่าธรรมเนียม แจงดราม่า ยันนทท.ถ่ายรูป-วิดีโอได้ ไม่เก็บเพิ่ม
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์วิดีโอ ระบุข้อความว่า “เดี๋ยวนี้จะถ่ายรูปถ่ายวิดีโอวัดศรีชุมลงโซเซียลผิดนะคะ ต้องทำหนังสือขออนุญาตเสียเงินค่าถ่าย 500 บาท ถึงจะเข้าไปได้ อะไรกันเนี่ย สุโขทัยมีดีแต่ห้ามโปรโมทเหรอ?”

ต่อมา “อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย” โพสต์ข้อความระบุว่า
ตามที่มีการเข้าใจคลาดเคลื่อน เรื่อง “การขออนุญาตถ่ายทำในเขตโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย” ดังที่มีการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ นั้น อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ขอชี้แจง ดังนี้
กรมศิลปากรมีระเบียบว่าด้วยการถ่ายทำภาพยนตร์ในโบราณสถาน หรือเขตโบราณสถานมาแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปีพ.ศ.2536 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ. 2548 ระบุว่า
“การถ่ายทำภาพยนตร์” หมายความว่า “การบันทึกภาพด้วยเครื่องมือเพื่อนำไปฉายด้วยเครื่องทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหวได้ และให้หมายรวมถึง การถ่ายทำละครโทรทัศน์ รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์โฆษณา ภาพยนตร์สารคดี ภาพนิ่ง ภาพถ่าย หรือการถ่ายทำลักษณะอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน แต่ไม่รวมถึง การถ่ายทำภาพยนตร์ที่เป็นการถ่ายทำของนักท่องเที่ยวเพื่อใช้ดูเป็นการส่วนตัว หรือภายในครอบครัว”
โดยมีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ดังนี้
- ภาพยนตร์ไทย อัตราเรื่องละ/วันละ 2,000 บาท
- ภาพยนตร์ต่างประเทศ อัตราเรื่องละ/วันละ 10,000 บาท
- ภาพยนตร์สารคดี ภาพยนตร์โฆษณา ละครโทรทัศน์ รายการโทรทัศน์ หรือภาพนิ่งของไทย อัตราวันละ 1,000 บาท
- ภาพยนตร์สารคดีภาพยนตร์โฆษณา ละครโทรทัศน์ รายการโทรทัศน์ หรือภาพนิ่งของต่างประเทศ อัตราวันละ 5,000 บาท
ในกรณีการถ่ายทำภาพยนตร์ใน (3) และ (4) ใช้เวลาถ่ายทำไม่ถึง 5 ชั่วโมง ให้คิดค่าธรรมเนียมครึ่งหนึ่งของอัตราค่าธรรมเนียมที่กำหนด โดยมีการออกใบเสร็จของกรมศิลปากรให้แก่ผู้ขออนุญาต
ผู้ที่มีลักษณะต้องขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ ได้แก่ การถ่ายทำที่มีลักษณะเชิงพาณิชย์ มีการหารายได้จากการถ่ายทำ หรือมีการจ้างช่างภาพ ทีมงาน
นักท่องเที่ยวทั่วไป ที่มาเที่ยวชม อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยสามารถถ่ายภาพนิ่ง และวีดีโอ เผยแพร่ทางช่องทางออนไลน์ของตนเองได้ตามปกติ โดยปฏิบัติตามระเบียบการเข้าชมโบราณสถาน
ผู้ที่มีความประสงค์ขอถ่ายทำภาพยนตร์ วีดีโอ หรือภาพนิ่งในเขตโบราณสถานสามารถศึกษาและกรอกแบบฟอร์มตามรายละเอียดด้านล่าง
🔸ระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วยการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ในโบราณสถานหรือเขตโบราณสถาน พ.ศ.2547 https://www.ratchakitcha.soc.go.th/…/PDF/2547/E/131/24.PDF
🔸ระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วยการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ในโบราณสถานหรือเขตโบราณสถาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 https://www.ratchakitcha.soc.go.th/…/PDF/2548/00179160.PDF
🔸ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง วิธีการยื่นคำขออนุญาต อัตราค่าธรรมเนียม และเงินประกันความเสียหาย การถ่ายทำภาพยนตร์ในโบราณสถานหรือเขตโบราณสถาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 https://www.finearts.go.th/…/6pXHXPLdfiIPkxXOkFuko0PDpl…
สอบถามเพิ่มเติม 055 697527 ในวันและเวลาราชการ

อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์ไปไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก พร้อมกับมองว่าระเบียบที่ใช้อยู่นั้น ไม่เข้ากับบริบทในปัจจุบัน แนะนำให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โพสต์แชร์เรื่องดังกล่าว แชร์โพสต์ของอุทยาน พร้อมระบุข้อความว่า “ทางอุทยานชี้แจ้งมาตามนี้นะคะ คำถามคือ?
- แยกแยะยังไงคะว่าคนไหนมาแบบเชิงพาณิชย์ คนไหนนักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเดี๋ยวนี้เกือบทุกคนสร้างรายได้จากเฟสบุ๊ค นั่นก็ต้องหมายถึงเชิงพาณิชย์
- แล้วเดียร์ไม่ได้มีการจ้างตากล้องไป น้องไปถ่ายให้เป็นน้องที่รู้จักกันไม่ได้จ้างค่ะ เราทำกันเพราะอยากโปรโมทจังหวัดสุโขทัย”

นอกจากนี้ยังมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็น เช่น

ถ้าคิดจะคุมก็ต้องทำให้ทั่วถึง ขอถามคำถามค่ะ
1.เทศกาลลอยกระทงที่จะมาถึง อินฟลู มาถ่ายคลิปลงโซเชียลเยอะแน่นอน มีทั้งไทยและเทศ อุทยานมีมาตราการเก็บเงินค่าถ่ายมั้ย? ถ้ามีเก็บยังไง? แล้วจะเก็บได้ทุกคนมั้ย?
2.กฎออกมาก่อนที่จะมี Facebook YouTube TikTok คิดจะปรับกฎให้เข้ากับปัจจุบันมั้ย?
3.คำถามนี้ข้องใจมาก ปีที่แล้วพี่จองกับคัลแลนมาถ่ายคลิป เก็บเงินมั้ย? คลิปถ่ายหลายนาที ยอดชม2.7ล้าน ช่องนี้มีรายได้จากการรับชม เพราะเห็นในคลิปจอดรถแล้วเดินเข้าไปเลย ถ้าจ่าย ไปเอาใบเสร็จมายืนยันด้วยค่ะ

ตีความว่าเชิงพาณิชย์นี่ยากนะ เช่น ผมพาเพื่อนต่างชาติไปเที่ยวมีกล้อง DSLR ดี ๆ เพื่อนแต่งชุดไทยถ่ายกับองค์พระ แล้วนำมาโพสต์ในสื่อสาธารณะ ไม่ได้มีรายได้อะไร แต่กรณีเดียวกัน มาแบบเดียวกัน แต่มีรายได้ เพราะจ้างช่างภาพมาถ่าย จะวัดกันยังไง ว่าเก็บใคร ไม่เก็บใคร ?

ดูจาก “คำนิยาม” ของระเบียบแล้วน่าเป็นห่วงครับ สมมุติว่านักท่องเที่ยวเอาโทรศัพท์มือถือถ่ายคลิป ต่อมาเอาไปลงเฟซบุ๊กแล้วเปิดเป็น”สาธารณะ” คำถามคือ กรณีนี้ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือไม่? หากต้องเสีย แล้วเจ้าหน้าที่ต้องเรียกเก็บย้อนหลังหรือไม่? หากไม่เรียกเก็บย้อนหลังจะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่? ผมกำลังจะสื่อให้เห็นว่า ระเบียบนี้ออกเมื่อปี 2548 ยุคนั้นโทรศัพท์มือถือยังไม่มีความทันสมัยเหมือนยุคนี้ ส่วนตัวคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ควรแก้ไขระเบียบให้เหมาะสมตามยุคสมัยครับ


