สุจิตต์ ควง ขรรค์ชัย ร่ายที่มา ค้นคว้า 60 ปี! เขียน ‘ปวศ.ไทยหลายชาติพันธุ์’ ตอบปม ‘ไม่เป็นงานวิชาการ’
เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ นายสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ในเครือมติชน ร่วมกันถ่ายทำรายการ ‘ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว’ ตอน ‘ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์’ ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกร ‘มติชนทีวี’
นายสุจิตต์ กล่าวว่า สิ่งที่กระตุ้นให้ตนค้นคว้าเรื่อง ‘คนไทยมาจากไหน?’ คือ งานเสวนาหัวข้อ ‘บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร?’ เมื่อ พ.ศ.2507 ที่ท้องพระโรง วังท่าพระ (ปัจจุบันคือ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) โดยมีสาเหตุมาจากการที่นักโบราณคดีไทย และนักโบราณคดีเดนมาร์กร่วมกันขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี แล้วพบโครงกระดูกมนุษย์ 2 โครง ต่อมา มีการพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมกว่า 50 โครง สร้างความตื่นเต้นทั้งในไทยและทั่วโลก โดยมีการลงข่าวครึกโครม
“นักวิชาการนั่งฟังเต็มท้องพระโรง คณะโบราณคดีก็เกณฑ์นักศึกษามาฟัง ตอนนั้นผมเพิ่งเข้าปี 1 ขรรค์ชัยยังไม่ได้เข้าเรียนที่นี่ ฟังหูซ้าย ทะลุหูขวา แต่ยังตกตะกอนเป็นขี้หูอยู่
บรรยากาศขณะนั้นคือช่วงสงครามเย็น เริ่มต้นสงครามเวียดนามอย่างเป็นทางการ ใครคิดต่าง คนนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ ใครไม่รักชาติ ระวัง! มีคนกรมศิลปากร โดนให้ออกจากราชการเพราะคิดต่าง อย่าเอ่ยชื่อเลย ใครก็รู้กัน ยุคนั้นคลั่งเชื้อชาติ ประวัติศาสตร์กระแสหลัก คือ อัลไต น่านเจ้า และแนวคิดสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพกับศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ที่ทับซ้อนกันอยู่
ทั้งหมดมาจากประวัติศาสตร์ในขณะนั้นที่ครอบงำว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต เมื่อสังคมถามว่า โครงกระดูกที่บ้านเก่าเป็นคนไทยหรือเปล่า จึงเกิดงานเสวนาขึ้น สมมติว่าเป็นคนไทย แล้วไหนว่ามาจากอัลไต จึงเกิดเอ๊ะ หลายๆเอ๊ะ ว่า ถ้าไม่ใช่คนไทยแล้วเป็นใคร มาอยู่ที่นี่ทำไม ?” นายสุจิตต์ กล่าว

นายสุจิตต์ กล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งแนวคิดกระแสหลักขณะนั้น คือ สุโขทัย เป็นราชธานีแห่งแรก มีการ ‘ก๊อปปี้’ (คัดลอก) พงศาวดารมาเป็นประวัติศาสตร์ไทย มีแต่ไทยรบพม่า ไม่มีประชาชน มีแต่สงคราม มีแต่อาณาจักรตาม ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ เช่น ทวารวดี ศรีวิชัย ฯลฯ
“ตอนนั้น ผมเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทยกับอาจารย์ศรีศักร (ศ.พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม) พบว่าวิธีคิดคือ ไม่มีเชื้อชาติไทย ท่านไม่ได้ขึ้นเดือน 10 ปี เพราะสอนนอกคอก อาจารย์ยังสอนให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่จากอเมริกา คือภาพถ่ายและแผนที่ทางอากาศ ซึ่งสหรัฐทำขึ้นเพื่อใช้ในสงครามเวียดนาม ปรากฏว่าเจอเมืองโบราณเต็มเลย เท่านั้นแหละ เปิดโลกทัศน์ ใหม่ ฯ แล้วอาจารย์ยังไปซื้อแผนที่ทางอากาศจากกรมแผนที่ทหารมาใช้ในงานโบราณคดี แต่ถูกด่าจากอาจารย์และนักศึกษายุคนั้นอย่างสาดเสียเทเสีย” นายสุจิตต์ กล่าว
นายสุจิตต์ กล่าวต่อไปว่า ต่อมา เมื่อนายขรรค์ชัย เข้าเรียนคณะโบราณคดีแล้ว ตนและนายขรรค์ชัยได้ติดตาม ศ.พิเศษ ศรีศักรไปสำรวจแหล่งโบราณคดีทั่วประเทศ
“การคมนาคมยังไม่สะดวก โรงแรมไม่มี มีก็แพงสำหรับเรา เลยไปนอนโรงเรียน หรือศาลาวัด ทำให้เห็นภูมิประเทศของจริงไม่ใช่ท่องจำ เพราะต้องเดินบนถนนลูกรัง จนพบโบราณวัตถุ โบราณสถานของจริง เป็นประสบการณ์ตรงที่หาซื้อไม่ได้ อย่างตอนสำรวจค่ายบางระจันตั้งแต่ยังไม่มีถนน เดินตามคันนา ถามชาวบ้าน หนทางอยู่ที่ปาก ถนนไม่มี แต่จะไป” นายสุจิตต์ กล่าว
จากนั้น นายสุจิตต์ เล่าถึงการทำงานที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ และประชาชาติ รายวัน จึงทิ้งวิชาโบราณคดี เพราะจะไปในสายสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ศ.พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ พิมพ์หนังสือ ‘ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ’ ผลงาน จิตร ภูมิศักดิ์ ตนอ่านแล้วเขียนเชียร์ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ รายวัน 7 วันซ้อน
“หลัง 6 ตุลา เกิดนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เพื่อสู้ประวัติศาสตร์ชาติกระแสหลัก ตอนนั้นคิดว่า จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทย เพื่อนถามว่า จะสำเร็จเมื่อไหร่ ผมตอบว่า หลังจากตายไปแล้ว 3 ชั่วคน จึงจะเปลี่ยนได้ พี่อาจินต์ (นายอาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2534) บอกว่า เจ๊งแน่ ผมตอบว่า ไม่เป็นไร เจ๊งก็ออกใหม่” นายสุจิตต์ กล่าว

นายสุจิตต์ กล่าวว่า ผู้ที่บอกว่าตนเขียนงานไม่เป็นวิชาการนั้น ตนก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นนักวิชาการ สิ่งที่ทำมาตลอดคือหน้าที่สื่อมวลชนที่ยกย่องงานประวัติศาสตร์โบราณคดี ยกงานวิชาการของนักวิชาการมาทำให้ง่าย
“ใครๆ ก็รู้กัน สมัยก่อน คนไม่สนใจ บทความแต่ก่อน อ่านแล้วเป็นพรืดเหมือนศิลาจารึก ผมเอามาทำให้ง่ายๆ สไตล์สื่อมวลชน นี่คือหน้าที่สื่อฯ แต่ไม่ใช่สะเปะสะปะ คนบอกว่า สุจิตต์ ไม่มีฟุตโน้ต (เชิงอรรถ) ก็ใช่ไง ผมเขียนให้ประชาชนอ่าน ไม่ใช่ให้พวกบนหอคอยงาช้างอ่าน
ผมสู้ดาบแรก คือ คนไทยไม่ได้มาจากอัลไต ดาบที่ 2 คือ สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก โดยมีแรงบันดาลใจมาจากเสวนาหัวข้อบรรพบุรุษของไทยเป็นใคร ที่ท้องพระโรง วังท่าพระ แล้วค้นคว้ามาเรื่อยๆ ราว 60 ปี จนมาเป็นหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ ที่เพิ่งพิมพ์ออกมา ผมยังอยากแก้ไขอีก แต่เวลาในชีวิตเหลือน้อย ไม่รู้จะทันไหม กำลังต่อรองกับยมบาล (หัวเราะ)” นายสุจิตต์ กล่าว
จากนั้น นายสุจิตต์ กล่าวถึงเนื้อหาของ ‘ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์’ โดย สำนักพิมพ์มติชน ว่า หนังสือเล่มนี้ แตกหักกับประวัติศาสตร์กระแสหลัก มีประนีประนอมกับประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกแต่งขึ้นใหม่
“เดิมไม่มีประวัติศาสตร์ไทย เพราะชื่อประเทศคือสยาม เพิ่งเปลี่ยนเป็นไทยเมื่อ พ.ศ.2482 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยฤทธิ์คลั่งความเป็นไทย แล้วแต่งประวัติศาสตร์ใหม่ ล่าสุด รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ยังให้กรมศิลปากรเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย พิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ.2558 โดยยังมีท่อนที่บอกว่าคนไทยมาจากตอนใต้ของจีน เรียกว่า ยังอาลัยอาวรณ์” นายสุจิตต์ กล่าว
นายสุจิตต์ กล่าวว่า คนชอบบอกว่าไทยใหญ่กว่าเขมร พม่า มลายู แต่เมื่อราว 40 ปีก่อน ทำเนียบขาวประกาศยกเลิก ‘เชื้อชาติ’ ไปแล้ว ยกเว้นประเทศด้อยพัฒนาทางความคิด โลกไม่มีเชื้อชาติ พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์
“เทคโนโลยีซื้อได้ แต่ความคิดซื้อไม่ได้ คนเป็นไทย เป็นโดยสัญชาติ ไม่มีคนเชื้อชาติไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทยกระแสหลัก เป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาติ มีเชื้อชาติไทยในโลก หนังสือประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์ จึงแตกหักกับประวัติศาสตร์แห่งชาติ มิฉะนั้น จะเข้ารกเข้าพง อยู่ร่วมโลกสมัยใหม่ไม่ได้” นายสุจิตต์ กล่าว

นายสุจิตต์ กล่าวว่า ทิศทางความเป็นมา หรือกำเนิดคนไทย หากยึดตามเชื้อชาติ ซึ่งไม่มีจริงในโลก คือ คนไทยมาจากทิศเหนือ ได้แก่ น่านเจ้า ลงมาจีน เข้าสุโขทัย แต่สำหรับตนแล้ว คือ คนไทยมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ คือ อีสาน ลาว
“ถ้าใครคิดว่าตัวเองไม่เกี่ยวกับลาว จะเล่าว่า ตอนสร้างกรุงเทพฯ มันไม่มีคน รัชกาลที่ 1 จึงโปรดให้เกณฑ์คนจากลาว เขมร มาช่วยสร้างกรุงเทพฯ แล้วกลายเป็นคนกรุงเทพฯ สำหรับแนวคิดที่ว่า คนไทยมาจากทิศเหนือ เพราะปรากฏหลักฐานคือ หม้อสามขา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมจากลุ่มน้ำฮวงโห ขอประทานโทษ ตอนนั้น มันยังไม่มีคนไทย คนที่มากับหม้อสามขา เป็นใครก็ไม่รู้ หม้อสามขาที่พบในกาญจนบุรี และสุพรรณบุรี มีอายุราว 3,000 ปีมาแล้ว ยังไม่ได้เรียกตัวเองว่าคนไทย หลักฐานไม่มี โครงกระดูกก็พูดไม่ได้
ทั้งหมดเป็นความเคลื่อนไหวทางภาษาและวัฒนธรรมตามเส้นทางการค้าจากลุ่มน้ำฮวงโหในจีน ถึงหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบหลักฐานสนับสนุนอยู่ในเอกสารจีนหมานซู กล่าวถึงคนร้อยพ่อพันแม่ บริเวณตั้งแต่ใต้แม่น้ำแยงซี ถึงหมู่เกาะทะเลใต้” นายสุจิตต์ กล่าว
จากนั้น นายสุจิตต์ กล่าวถึงงานวิจัยแหล่งโบราณคดีปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดย ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร และคณะ พบดีเอ็นเอจากคนในลุ่มน้ำฮวงโห นอกจากนี้ ยังพบดีเอ็นเอจากคนใต้แม่น้ำแยงซี ที่แหล่งโบราณบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี อายุกว่า 2,000 ปีมาแล้ว
“เห็นไหมว่า 2 พันปีก็ผสมกันแล้ว เป็นลูกผสมของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ คิดดูว่า จาก 2 พันปีมาถึง พ.ศ.นี้ จะผสมกันเท่าไหร่ จะโกหกตัวเองไปทำไม คนไทย เป็นชนเผ่าหรือ ? ใช่ ไทยก็เป็นชาติพันธุ์หนึ่งของโลก ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนไทยไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวที่ไม่เหมือนใครในโลก” นายสุจิตต์ กล่าว
ทั้งนี้ รายการในตอนดังกล่าว จะเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก ‘มติชนออนไลน์’ ข่าวสด ศิลปวัฒนธรรม และยูทูป ‘มติชนทีวี’ ในวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคมนี้ เวลา 20.00 น.


