Guardians of the Galaxy 2 หนังว่าด้วยมิตรภาพที่ดูได้เพลินๆ
เจมส์ กันน์ กลับมากำกับ Guardians of the Galaxy ภาค 2 อีกครั้งหลังจากหนังภาคแรก เมื่อปี 2014 กลายเป็นหนังฮิตลำดับต้นๆ ของค่ายมาร์เวล
เขาพูดถึงหนังของเขาว่า “ภาคแรกประสบความสำเร็จมาก เพราะเรายอมเสี่ยงและมอบสิ่งที่คาดไม่ถึงให้กับคนดู ซึ่งหนังภาคนี้ก็จะเป็นแบบนั้นเช่นเดียวกัน”
“สิ่งที่คาดไม่ถึงของคนดู” อย่างหนึ่ง อาจเป็นการนึกไม่ถึงว่า จะมีใครสร้างหนัง ที่พระเอกเป็นหัวขโมยสุดกวนที่กลายเป็นฮีโร่จักรวาล ในนามสตาร์-ลอร์ด มีความเป็นมิตรรักนักเพลง และมีของรักของหวงเป็น Awesome Mix เทปเพลงยุค 80s ที่พกพาติดตัวตั้งแต่เล็กจนโต ทำให้ไม่ใช่แค่หนังเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ ซาวด์แทร็กเพลงประกอบภาคแรกของหนัง ก็ทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งบน U.S. Billboard 200 Chart ถือเป็นอัลบั้มเพลงแรกซึ่งรวบรวมเพลงในอดีตไว้ด้วยกัน ที่สามารถขายได้มากกว่า 1,000,000 ก๊อปปี้ และขึ้นเป็นอันดับหนึ่งใน Chart iTunes
กันน์ถึงกับบอกว่า “เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าตื่นเต้น ที่ทำให้วงดนตรีที่อาจถูกลืมไปแล้วกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งหนึ่ง”
Guardians of the Galaxy Vol 2 ยังคงรักษาเอกลักษณ์เรื่องเพลงไว้เช่นเดิม มิตรรักนักเพลงที่ภาคแรกมีแค่ปีเตอร์ ควิลล์ หรือสตาร์-ลอร์ด ในภาคนี้เหมือนจะมีเพิ่มขึ้น หนังเปิดตัวด้วยภาพน่ารักๆ ของเบบี้กรูท ที่เปิดเพลงและกระโดดโลดเต้นตามเพลง โดยไม่สนใจว่า เหล่าเพื่อนๆ การ์เดียนส์ กำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับเอเลียนอวกาศที่คล้ายปลาหมึก Awesome Mix Vol.2 ยังคงเป็นเพลงยุค70s-80s ที่น่าฟังเช่น My Sweet Lord, Mr. Blue Sky, Come A little Bit Closer และ The Chain เป็นต้น
เนื้อเรื่องภาคนี้เกิดหลังเหตุการณ์ภาคแรกเพียงแค่สองเดือน แก๊งพิทักษ์จักรวาลทั้งห้า ปีเตอร์ ควิลล์ (คริส แพรตต์) กาโมร่า (โซอี ซัลดานา) แดร็กซ์ (เดฟ เบาทิสตา) ร็อคเก็ต (ให้เสียงโดยแบรดลีย์ คูเปอร์) และ กรูท (ตัวละครเก่าในร่างใหม่ เพราะกรูทเสียสละตัวเองในตอนจบภาคแรก และกลับมามีชีวิตใหม่ในร่างเบบี้กรูท ที่ลืมอดีตเดิม แต่เด๋อด๋า น่ารัก ที่ผู้ให้เสียงยังเป็นวิน ดีเซล เช่นเดิม) กลับมาปฏิบัติภารกิจใหม่ และมีสมาชิกมาร่วมแก๊งเพิ่มอีกสามคน ยอนดู (ไมเคิล รูกเกอร์) ที่เป็นเสมือนพ่อบุญธรรมของควิลล์ เนบิวล่า (แคเรน กิลเลียน ) สาวไซบอร์กน้องสาวคู่อาฆาตของกาโมร่า และ แมนทิส (พอม เคลเมนเทียฟ) สาวต่างดาวที่สามารถหยั่งรู้ความคิดผู้อื่นผ่านการสัมผัส
ภารกิจของแก๊งคราวนี้ ไม่ใช่พิทักษ์จักรวาล แต่เป็นการต่อสู้กับศัตรูมากหน้าหลายตาที่มุ่งร้ายทำลายพวกเขา และเป็นภาคที่เปิดเผยชีวิตของสตาร์-ลอร์ด การพบผู้บังเกิดเกล้าที่ทำให้เขาต้องรำพึงว่า “บางครั้งสิ่งที่เราเฝ้าตามหามาตลอดชีวิต ก็อยู่เคียงข้างเรามาตลอด” ฉากนี้เป็นฉากดราม่าที่อาจทำให้คนใจอ่อนน้ำตารื้น
ถ้าใครที่ชอบภาคแรก ก็คงชอบภาคนี้เช่นกัน นี่คือหนังผจญภัยอวกาศที่ออกแนวคอมเมดี้ ตัวละครไม่ได้เก่งกาจเพราะพลังวิเศษ แต่มีคาแรคเตอร์หลากหลาย สร้างสีสันที่ทำให้คนดูต้องติดตาม
ยอนดู พ่อเลี้ยงควิลล์ที่ภาคนี้มีบทบาทมากขึ้น (แถมมีหงอนที่หัว ซึ่งไม่มีในภาคแรก) เป็นตัวละครที่คนดูต้องจดจำ ทั้งความรู้สึกที่เขามีต่อควิลล์ และฉากการต่อสู้ที่เก๋มาก โดยใช้ลูกศรที่ควบคุมด้วยการผิวปากสังหารศัตรู
Guardians of the Galaxy เป็นหนังไซไฟที่งานวิชวลโดดเด่น CG อลังการ ภาพสวย โทนสีหนังฉูดฉาด จัดจ้าน สีสันของอวกาศและดาวเคราะห์ต่างๆ เป็นจินตนาการที่ดูเป็นแฟนตาซีมากๆ โดยเฉพาะดาวของอีโก้ พ่อของสตาร์-ลอร์ด
ตัวละครเยอะแยะไปหมด นอกจากตัวเอกทั้งแปดคนที่เกลี่ยบทอย่างทั่วถึงแล้ว ยังมีอีโก้ (เคิร์ท รัสเซลล์) ที่บทของเขาถือเป็นบทสำคัญ ดาราดังที่มาร่วมแจมแต่บทน้อยนิดคือ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน แต่จาก End Credit (หนังเรื่องนี้มี End Credit ถึง 5 ตอน) คาดว่าเขาจะมีบทบาทสำคัญในภาคต่อไป
เป็นหนังที่ดูได้เพลินๆ แบบไม่ต้องคิดมาก มีครบทุกรส ผจญภัย ไซไฟ ตลก ดราม่า แถมด้วยแอคชั่นที่มาพร้อมเพลงป๊อปเก่าๆ หนังมีประเด็นมิตรภาพของตัวละครที่มีที่มาแตกต่างกัน แต่ผูกพันกันจนกลายเป็นครอบครัว ไปๆ มาๆ คล้ายกับหนัง Fast & Furious ที่เล่นประเด็นนี้เหมือนกัน แถมหนังยังออกมาฉายไล่เลี่ยกันอีกด้วย

