ถอดบทเรียน‘วัฒนธรรม’ ปี68 โจทย์หินขับเคลื่อนเศรษฐกิจ?
ก้าวเข้าสู่ปี 2569 ปีม้าธาตุไฟ ที่หลายฝ่ายคาดหวังจะเป็นปีแห่งพลัง ความกระตือรือร้น และการเปลี่ยนผ่านสู่สิ่งใหม่ แต่สำหรับ “กระทรวงวัฒนธรรม” (วธ.) กลับเป็นอีกปีที่ต้องลุ้นหนักกันแบบหืดขึ้นคอ…
ย้อนกลับไปปีมะเส็ง “งูเล็ก” 2568 เริ่มต้นศักราชกันแบบมีความหวัง วธ.ปักหมุดยกระดับเป็น กระทรวงกึ่งเศรษฐกิจ โดยพรรคเพื่อไทยส่ง น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ครองเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ วธ.ต่อเนื่องหวังให้เป็นแม่งาน ผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ใช้ทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แต่ก็ต้องถูกโยกอีกครั้ง หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง จากคลิปเสียง “หลานอังเคิล” พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ส่อเค้าจะถูกปรับพ้นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชิงถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล “อิ๊งค์ 1” และให้รัฐมนตรีในสังกัดลาออก มีผลวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ส่งผลให้มีการปรับ ครม. เกลี่ยโควต้าในส่วนของ ภท.ไปให้พรรคร่วม ขณะที่ น.ส.แพทองธารนั่งควบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการ วธ. ส่งรัฐมนตรี “ปุ๋ง-สุดาวรรณ” ไปเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แทน น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ที่ลาออกตามมติพรรค ภท.
เก้าอี้ยังไม่ทันอุ่น ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ทิ้งเวลาไม่นาน ภท.ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่ง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน นายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำพรรค ภท. ขึ้นแท่นรัฐมนตรีป้ายแดงนั่งคุม วธ.
ไล่เรียงผลงาน ครึ่งปีแรก “รมต.ปุ๋ง” หลังประกาศนโยบายให้ประเทศไทยมี “1 ภูมิภาค 1 มรดกโลก” เน้นส่งเสริมเศรษฐกิจ วัฒนธรรมเพื่อสร้างคุณค่าทางสังคมและมูลค่าทางเศรษฐกิจ การผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนนำวัฒนธรรมไทยที่จับต้องไม่ได้มาพัฒนาให้เกิดมูลค่าสูงผลักดันการขึ้นทะเบียนมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ฯลฯ
ผลักดัน “วัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” เกิดเป็นกรอบแนวคิดขับเคลื่อนงาน คือ “4-3-2-1” หรือ “4 นโยบาย-3 แนวทาง-2 รูปแบบ-1 เป้าหมาย” ได้แก่ 1.ส่งเสริม สร้างสรรค์ ผลักดันทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ 2.เสริมสร้างระบบนิเวศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม 3.เสริมพลังสร้างสรรค์ให้ “คน” เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมและสังคม และ 4.พัฒนาและผลักดันสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมให้มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นในตลาดโลก…
แต่จนพ้นจากตำแหน่ง ก็ยังไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม ที่ชัดเจน หนีไม่พ้น เดินสายตัดริบบิ้น เปิดงานโอท็อปเช่นที่ผ่านมา !!
แม้จะมีงานอีเวนต์ใหญ่ๆ เข้ามาให้มีชื่อติดกระแสบ้าง แต่ก็ถือเป็นงานประจำ ไม่ได้เกิดจากการสร้างสรรค์ของระดับนโยบาย
ส่งไม้ต่อให้ “รมต.อิ๊งค์” ซึ่งทันทีที่รับตำแหน่งทำให้สปอตไลต์จากทั่วสารทิศส่องมาที่ วธ. เพราะสถานการณ์ทางการเมือง ที่ดูจะร้อนแรงทะลุปรอท…
ดังนั้น เรื่องผลงานในฐานะรัฐมนตรี วธ. คงไม่ต้องพูดถึง…
เข้ากระทรวง งานแรกคือ การชี้แจงกรณีการคืนโบราณวัตถุจำนวน 20 ชิ้นให้กับกัมพูชา โดย “รมต.อิ๊งค์” ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง การคืนโบราณวัตถุให้กับกัมพูชามีมาตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2558 ได้มีการส่งคืนโบราณวัตถุไปแล้ว 23 รายการ หลังจากตรวจสอบว่าเป็นของกัมพูชาจากจำนวน 43 ชิ้น ที่มีการลักลอบนำเข้าจากสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 2543
และเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เห็นชอบให้ส่งโบราณวัตถุอีก 20 รายการ โดยกรมศิลปากรและคณะผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า โบราณวัตถุมีต้นกำเนิดจากกัมพูชา ปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนที่กำลังจัดสรรงบประมาณในการจัดส่ง และได้รับรายงานว่างบประมาณปีปัจจุบันไม่เพียงพอ อีกทั้งไม่เป็นเรื่องเร่งด่วน จึงยังไม่สามารถของบกลางได้ ต้องขอทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง
ประกอบกับสถานการณ์ของไทยและกัมพูชาตอนนี้ วธ.จึงมีความเห็นให้มีการทบทวนเรื่องดังกล่าว ตามความเหมาะสมต่อไป ดังนั้น จึงยังไม่ส่งคืนโบราณวัตถุที่เหลืออยู่…
ส่วนประเด็นเรื่องโบราณสถานในกลุ่มปราสาทตาเมือนธม ยืนยันว่าเป็นโบราณสถานที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย มีการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน พ.ศ.2505 ในส่วนพื้นที่ภาคอื่นๆ ได้รับรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่าจะเร่งดำเนินการในการรักษาไว้ซึ่งดินแดนและอำนาจอธิปไตยของไทยเช่นกัน
ขณะที่ความพยายามขยับบทบาท วธ.จากผู้ดูแลศิลปวัฒนธรรมไปสู่ “ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ประเทศ ซึ่งถือเป็นงานหลักของ วธ.ที่ น.ส.แพทองธาร ผลักดันผ่านนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ และประกาศเป็นวาระแห่งชาติ มีการจัดสรรงบประมาณกว่าพันล้าน เพื่อเดินหน้าเรื่องดังกล่าว ทั้งซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารไทย ศิลปะการแสดง, ภาพยนตร์-คอนเทนต์, ผ้าไทย-หัตถศิลป์ และประเพณีและเทศกาล ผลักดันวัฒนธรรมให้กลายเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” มากกว่าภาพจำเชิงพิธีกรรม
แต่สุดท้าย เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล โครงการทุกอย่างก็ดูเหมือนจะชะลอตัวลง
ก่อนมาถึงยุค ภท.เป็นรัฐบาล ส่ง “รมต.ดีดา-ซาบีดา” เข้ามานั่งคุม วธ. ด้วยภาพพจน์ที่ดูเป็นคนเรียบร้อย ประกอบกับการแต่งกายที่ช่วยส่งเสริมความเป็นไทย สร้างเสียงชื่นชมในช่วงแรกเป็นอย่างมาก…
โดย “รมต.ดีดา” ประกาศนโยบาย ควิกบิ๊กวินใน 4 เดือน ภายใต้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ชูแนวคิด “ไท ไทย” ใช้ทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้ เพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจ
“วธ.เปรียบเสมือนเรือลำหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแบกความเป็นไทยในเรือลำนี้ล่องไปในทิศทางใด และจะทำอย่างไรให้ความเป็นไทยที่อยู่ใน วธ. เผยแพร่ออกไปได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นต่อชาวไทยหรือชาวต่างชาติ สิ่งสำคัญจะต้องมีการทำงานที่เข้มข้นเข้มแข็ง โดยใช้พลังแห่งความสามัคคี ขับเคลื่อนการสร้างพลังทางเศรษฐกิจให้กับประเทศรวมถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ การออกแบบนโยบายที่มีลักษณะควิกบิ๊กวิน คือ สามารถดำเนินการได้ทันที และเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน ส่งเสริมพลังวัฒนธรรม ให้เกิดเป็นรายได้จริง ROOT to RICH จากรากเหง้าสู่รายได้ ภายใต้แนวคิด ‘ไท ไทย’ ในการเพิ่มคุณค่าและโอกาสระดับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร แฟชั่น เพลง ศิลปหัตถกรรม ศิลปิน หรือวิถีชีวิตที่ผสมผสานเก่าและใหม่ โดยมีการขยายผลสู่ระดับประเทศและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันบนเวทีโลก” น.ส.ซาบีดากล่าว
นโยบายเรือธง 3 ด้านคือ 1.“ไท ไทย” เปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ๆ ในชุมชน เฟ้นหาคุณค่าความเป็นไทย เสมือนการค้นพบไทยใหม่ 2.ผลักดันมาตรการ Cash Rebate สนับสนุนเงินลงทุนบางส่วนสําหรับผู้ประกอบการ ชาวไทยผลิตภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ แอนิเมชั่น และมิวสิกวิดีโอ โดยดำเนินการภายใน 3 เดือนเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนชาวไทย รวมถึงติดตามและรายงานผลผ่าน KPI ที่ชัดเจน เช่น การเติบโตของ GDP อัตราการจ้างงาน ภายหลังการขับเคลื่อนนโยบาย และ 3.เปิดโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทย CPOT Next Gen : Thai Culture x Global Brands ในการเชื่อมต่อวัฒนธรรมไทยกับแบรนด์ระดับโลก ผลักดันผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยสู่แพลตฟอร์มระดับนานาชาติ
แต่อาจเพราะเงื่อนไขระยะเวลาที่จำกัด ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการ วธ.ไม่ถึง 3 เดือน รัฐบาลประกาศยุบสภา ทำให้ยังไม่ทันเห็นฝีไม้ลายมือ “รมต.ดีดา” ว่าจะสามารถขับเคลื่อนงาน ได้เร็วตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ …
สุดท้าย จึงยังไม่มีผลงานอะไรที่โดดเด่น จับต้องได้ เน้นเปิดงาน ถ่ายรูปกับแฟนคลับ เรียกคะแนนเสียงเป็นส่วนใหญ่…
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม แม้นโยบายหลักอาจต้องรอสายตรงจากรัฐมนตรีและรัฐบาล แต่หัวใจสำคัญของการทำงานที่แท้จริง คือ ข้าราชการประจำ และหน่วยงานในสังกัดของกระทรวง
ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 อาจทำให้ข้าราชการประจำที่ต้องทำงานตามนโยบายเกิดความสับสน ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานหลักใน วธ. ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานปลัด กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ฯลฯ จะต้องเร่งเครื่องภารกิจให้เกิดความต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการพัฒนาและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย เพื่อปลูกฝังค่านิยมที่ดีงาม การส่งเสริมศิลปินแห่งชาติ การพัฒนางานภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และงานตามนโยบายคือ การนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ หรือซอฟต์พาวเวอร์
ซึ่งที่ผ่านมา มีการขยับค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ในการดูแลเรื่องดังกล่าว อย่าง สวธ. กลับดูไม่ค่อยมีผลงานมากเท่าที่ควร ทั้งที่เนื้องานส่วนใหญ่ได้รับความสนใจจากสังคมค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลก การส่งเสริมศิลปินแห่งชาติ หรือกระทั่งการเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ดี ที่ควรเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ…
หากยังเป็นเช่นนี้ อาจกลายเป็นจุดบอด ต่อการขยับตัวปรับบทบาท จากกระทรวงที่มีหน้าที่ดูแลรักษาวัฒนธรรม มาเป็น “ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ประเทศ” สร้างคุณค่า เพิ่มรายได้ให้ประชาชน…
เพราะไม่ว่าใครจะได้มานั่งเป็นรัฐมนตรี วธ.คนต่อไป หลังการเลือกตั้งใหญ่เดือนกุมภาพันธ์ เชื่อว่านโยบายเศรษฐกิจวัฒนธรรมจะยังคงเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานอย่างแน่นอน ดังนั้น หากองคาพยพ “วัฒนธรรม” ยังไม่ขยับตัวให้กระฉับกระเฉงมากขึ้น คงหนีไม่พ้นถูกจัดเป็นกระทรวงเล็ก เกรดซีตามเดิม !!

