วิจารณ์สนั่น! วธ.แจงมรดกวัฒนธรรม เป็นมรดกร่วมของมนุษย์ชาติ ชี้ ยื่นยูเนสโก ‘ชุดไทย’ เพื่อคุ้มครอง-สืบสาน มิใช่การแข่งขันระหว่างประเทศไม่มีเจตนารับรองความเป็นเจ้าของ แต่เพียงผู้เดียวของประเทศใดประเทศหนึ่ง
กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก หลังจากที่ กลุ่มภาคประชาชน นำโดย หม่อมหลวงกานตพงศ์ วรวุฒิ พร้อมประชาชนที่เป็นกลุ่มพลังโซเซียลกว่า 50 คนสวมใส่ชุดไทย เดินทางมาแสดงจุดยืนร้องเรียนให้ วธ.ดำเนินการเชิงรุกในการปกป้องการเคลมชุดไทย ซึ่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก จะมีการพิจารณาขึ้นทะเบียนในช่วงปลายปีนี้
โดยภาคประชาชนเปิดเผยถึงสาเหตุที่ออกมาแสดงจุดยืนครั้งนี้ เพราะเห็นว่าทางประเทศกัมพูชาไม่หยุดที่จะลอกเลียนแบบวัฒนธรรมไทย จึงขอร่วมกันปกป้องบ้านของเราไม่ให้ถูกปล้นทรัพย์สินและจิตใจ

โดยภาคประชาชน หวั่นว่าการทำงานของ วธ.ที่มุ่งส่งเสริมนั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ หากเราส่งเสริมอย่างเดียววัฒนธรรมเราก็จะถูกเคลมจนหมด เพราะทุกวันนี้กัมพูชาก็มีการจัดโรดโชว์ในสื่อโซเชียลอย่างหนัก ที่สำคัญคือภาครัฐของกัมพูชาไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีและภริยาก็ยังสวมใส่ชุดไทยไปเปิดงาน
และมองว่า ทุกวันนี้ภาคประชาชนต้องออกมาตอบโต้ข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว ต้องไปค้นหาข้อมูลในห้องสมุดมาเผยแพร่กันเองเพื่อตอบกลับคนกัมพูชากันเอง โดยภาคประชาชนรวมตัวร้องเรียนที่ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา
อ่านข่าว – ภาคปชช.แต่งชุดไทย บุกวธ. จี้รุกป้องวัฒนธรรมไทย หลังถูกกัมพูชาเคลมไม่หยุด
ในด้านการทำงานส่งเสริม “ชุดไทย” นั้น วธ. โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ออกมาเปิดเผยว่า องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) แจ้งยืนยันว่ารายการ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” (Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of the Thai National Costume) จะถูกบรรจุเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) สมัยที่ 21 ในปี 2569
และเมื่อเร็วๆนี้ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการวธ. เดินหน้า โครงการส่งเสริมและเผยแพร่ชุดไทย : มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล กิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุดไทยพระราชนิยม ในประเทศ และต่างประเทศ (Roadshow) ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส ก่อนยูเนสโกพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปลายปี 2569 นี้อีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นข้อถกเถียงอีกครั้ง หลังจากที่เพจ “กระทรวงวัฒนธรรม” โพสต์ข้อความชี้แจงเรื่อง การผลักดันชุดไทย ต่อ ยูเนสโก ในปลายปีนี้นั้น มีเป้าหมายคุ้มครองและสืบสาน “มิใช่การแข่งขันระหว่างประเทศ”
พร้อมกับยก “กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003” โดยระบุว่า มิได้มีเจตนาเพื่อรับรองความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวของประเทศใดประเทศหนึ่ง เนื่องจากมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลายรายการอาจมีปรากฏในหลายประเทศได้
จึงกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทันที เพราะหลายคนมองว่า การที่ วธ. ออกมาชี้แจงลักษณะนี้ โดยการบอกว่าเป็น มรดกร่วม กลายเป็นว่าประเทศอื่นกล่าวอ้างชุดประจำชาติอื่นเป็นของตนเองได้หรือไม่? ทั้งนี้มองว่า วธ.ควรแยกให้ออกระหว่าง ‘วัฒนธรรมร่วมตามธรรมชาติ’ กับ ‘งานสร้างสรรค์ทางภูมิปัญญาที่มีแบบแผนเฉพาะตัว’
และมองว่า วธ. ควรออกมาปกป้อง และยื่นคันค้านที่ประเทศกัมพูชาในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว

ทางเพจโพสต์ข้อความระบุว่า
องค์ความรู้ : คู่วัฒนธรรม
โดยทีมข่าวโฆษกกระทรวงวัฒนธรรม
- “มรดกวัฒนธรรม เป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ”
- การขึ้นทะเบียนกับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองและการสืบสาน มิใช่การแข่งขันระหว่างประเทศ
- กระทรวงวัฒนธรรม จะดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมคุณค่ามรดกวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก
- ขอขอบคุณข้อมูลจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม 🙏🏻

พร้อมกับโพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า
ตาม อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ.2003 มีเป้าหมายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์และนำมาซึ่งสันติภาพที่ถาวรดังนั้นการขึ้นทะเบียนจึงไม่ได้เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของหรือแสดงถึงกรรมสิทธิ์ครอบครองในรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศใดประเทศหนึ่ง อีกทั้งยูเนสโกยังได้สนับสนุนให้ประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาสามารถเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่อยู่ในอาณาเขตของตนต่อยูเนสโกเพียงประเทศเดียวก็ได้หรือจะเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกกับประเทศอื่นๆก็ได้เช่นกัน
ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ดำเนินการเสนอและผลักดันมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยให้ได้รับการขึ้นทะเบียนในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น โขน นวดไทย โนรา และสงกรานต์ในประเทศไทย รวมทั้งรายการอื่น ๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันกระทรวงวัฒนธรรมยังคงดำเนินการรวบรวมข้อมูลและเตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยในรายการอื่น ๆ ต่อไปค่ะ
กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ติดตามความเคลื่อนไหวสถานการณ์กรณีข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ เพื่อดำเนินการมาตรการตอบโต้เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยในระดับนานาชาติและพร้อมที่จะดำเนิน มาตรการปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติด้วยความรอบคอบและเหมาะสม โดยยึดหลักการดำเนินงานบนข้อเท็จจริงทางวิชาการรวมถึงข้อกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศมันสำคัญตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฯ

ทหลังจากนั้นไม่นานมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น เพจดังเจ้าหญิงน้อยแห่งอันดามัน เข้ามาแสดงความคิดเห็นระบุว่า “ดันของดีของไทย ออกไปสู่เวทีโลก ให้กัมได้ก็อปแบบ สะดวกๆ ก็ดีค่ะ ล่าสุดโบราณสถานยังก็อป”
- “อะไรคือมรดกร่วม ไม่มีใครกล่าวอ้างว่าชุดกิโมโนเป็นของชนชาติอื่น ชุดกิโมโนเป็นของญี่ปุ่นเท่านั้น ชุดไทยก็เช่นกันเป็นของคนไทยเท่านั้นไม่ใช่ชุดเขมรโบราณ การใส่ชุดไทยของคนต่างชาติต้องเคารพเจ้าของวัฒนธรรมเรียกว่าชุดไทยเท่านั้น”
- “เราสามารถเปลี่ยนชื่อชุดอินเดียเป็นชุดไทย เปลี่ยนชุดฮันบก เป็นชุดไทย ชุดลาว เป็นชุดไทย ก็สามารถทำได้สิน่ะ รู้จักไหมเราไม่ได้ห้ามไม่ให้ใครใส่ หรือประเทศไหนใส่ แต่คุณไม่สามารถเปลี่ยนชื่อชุดไทยให้เป็นชุดเขมรได้ไง”
- “เรื่องของประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรมก็พอเข้าใจได้ เพราะภูมิภาคใกล้เคียงกัน ย่อมรับวัฒนธรรมมา แต่เรื่องชุดไทยพระราชนิยมมันชัดเจนมาว่าพระพันปีหลวงเป็นคนออกแบบ แต่ระยะหลังมานี่ เค้าเอาชุดไทยเรามาโปรโมตว่าเป็นชุดประจำชาติ และพยามลบชุดซัมปอตไป โดยการบอกว่าชุดไทยจักรพรรดิ(ซึ่งเป็น 1 ใน 8 แบบ ของชุดไทยพระราชนิยม) คือชุดที่ใส่ในประเพณีแต่งงานแบบโบราณของเขมร ซึ่งเราก็ไม่คัดค้านด้วย และ รัฐบาลเค้าก็สนับสนุนอย่างจริงจังและทำสำเร็จด้วย อยากให้กระทรวงศึกษาการทำงานของเค้าว่าเค้าทำได้ยังไง และจริงจังกับการโปรโมตเรื่องนี้ โดยใช้สื่อโซเชียลให้มากขึ้น เริ่มจากอินฟูล และดาราที่เป็นที่นิยมในอาเซียนและต่างประเทศ จริงๆเค้าก็ทำกันมาตลอด แต่ขาดการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม”
- “เราก็เห็นอยู่ว่ามันไม่ใช่มรดกร่วม แต่มันคือการเคลม ชุดไทยเราไม่เคยร่วมกับใคร ชุดประจำชาติเราดังนั้นต้องค้านให้ถูกต้องตามหลัก และคำว่าสงกรานต์ก็เช่นกันแม้จะมรดกร่วมแต่ก็ต้องคำอื่น ไม่ใช่โหนไทยมาแบบนี้ เพราะของเดิม เขมรก็ใช้ชื่ออื่นไม่ใช่ชื่อนี้ หากปล่อยไปในอนาคตเราจะเสียตั้งวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ และเสียดุลการท่องเที่ยวเพราะความสับสนทางวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยว”
นอกจากนี้ทางเพจ “กระทรวงวัฒนธรรม” โพสต์ข้อความเพิ่มเติมอีกระบุว่า
- องค์ความรู้ : คู่วัฒนธรรม
- โดยทีมข่าวโฆษกกระทรวงวัฒนธรรม
- กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003
- มิได้มีเจตนาเพื่อรับรองความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวของประเทศใดประเทศหนึ่ง
- เนื่องจากมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลายรายการอาจมีปรากฏในหลายประเทศได้

หลังจากโพสต์ไปไม่นานมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมอีกว่า
“แล้วจะเรียกว่า ชุดไทย ทำไมคะ ชื่อมันก็เฉพาะชาติเดียว ก็เรียกว่า ชุดสหประชาชาติ ไปสิคะ”
“วัฒนธรรมไทยเราต้องช่วยกันรักษา สืบสานต่อยอด อย่าให้สูญหาย ได้ยินมาแต่เด็กจนโต จนผมแก่ลูกจะเรียนจบ ม.ปลาย มาบอกว่าวัฒนธรรมร่วม อะไรครับ อะไร! หันไปมองรูปแต่งงานรูปครอบครัวบ้างนะครับ ว่าจะเป็นวัฒนธรรมร่วมจริงๆ”
“คือกระทรวงเค้าไม่แยกแยะ ระหว่างความเป็นเจ้าของกับยูเนสโก ยูเนสโกคือ เขาไม่ได้ดูว่าใครเป็นเจ้าของ เขาดูว่าใครใส่ และรักษา อนุรักษ์ไว้ แต่ในสายตาที่เขมรกำลังแสดงให้ชาวโลกรู้ว่า ใครเป็นต้นฉบับนั่นคือเขา แยกประเด็นให้ออก”
“ทำงานให้คุ้มเงินภาษีหน่อย “ชุดไทย” จับต้องได้ ของไทยครับ ไทยคิด ไทยสร้างสรรค์”
“แม้กรอบอนุสัญญา UNESCO จะมิได้มีเจตนาเพื่อรับรองความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แต่กระทรวงฯ ต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง ‘วัฒนธรรมร่วมตามธรรมชาติ’ กับ ‘งานสร้างสรรค์ทางภูมิปัญญาที่มีแบบแผนเฉพาะตัว’
‘ชุดไทยพระราชนิยม’ คือมรดกที่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้ศึกษาวิจัย ออกแบบ และตัดเย็บขึ้นมาใหม่ให้เป็นอัตลักษณ์ของประเทศไทยโดยเฉพาะ มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์การสร้างสรรค์ที่ชัดเจนเมื่อ 60 กว่าปีก่อน ไม่ใช่ของเก่าที่ตกทอดมาแบบไร้ที่มาที่ไปจนใครจะมาอ้างว่าเป็นมรดกร่วมก็ได้
การที่กระทรวงฯ ยกเอาข้อความจากอนุสัญญามาใช้เพื่อเลี่ยงการชี้แจงความจริงในกรณีที่มีการละเมิดหรือเคลมสิทธิ์เชิงอัตลักษณ์ คือการปล่อยปละละเลยต่อ Soft Power ของชาติ ข้อมูลที่บิดเบือนจะทำลายภาพจำที่ถูกต้องในระดับสากล และส่งผลเสียต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต
อย่าใช้คำว่า ‘มรดกร่วม’ เป็นเกราะกำบังความนิ่งเฉยครับ ขอให้กระทรวงฯ ทำหน้าที่ปกป้องพระราชปณิธานและภูมิปัญญาของคนไทยที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยการให้ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนและเป็นสากลเพื่อยืนยันสิทธิ์ของประเทศไทยในฐานะผู้สร้างสรรค์ชุดไทยพระราชนิยมครับ”
ทั้งนี้ทางเพจ ออกมาชี้แจงเพิ่มเติมว่า
“ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินการเสนอรายการ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่าง และแนวปฏิบัติในการแต่งกายประจำชาติไทย” เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมต่อ UNESCO ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในช่วง ปลายปี 2569 ค่ะ
กระทรวงวัฒนธรรมจะดำเนินการติดตามและผลักดันวัฒนธรรมไทยในเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่องค่ะ”


