เปิดตำนาน จากจุดก่อกบฏ สู่สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถึงวันประกาศขาย หวั่นหมุดปวศ.เลือนหาย

19.03.26 | 17:42 น.
สถานทูตเนเธอร์แลนด์

เปิดตำนาน จากจุดก่อกบฏ สู่สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถึงวันประกาศขาย หวั่นหมุด ปวศ.เลือนหาย

สร้างเสียงฮือฮาในวงการอสังหาฯอย่างมาก หลังจากที่สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำกรุงเทพฯ ประกาศขาย เรียกได้ว่าทำเลที่ตั้งของ “สถานทูต” นั้นอยู่ “ทำเลทอง” เพราะตั้งอยู่ย่านถนนวิทยุ-ซอยต้นสน เขตปทุมวัน บนพื้นที่กว้างขวางร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวขจี เชื่อมต่อจากพื้นที่ของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ตัดสินใจย้ายที่ตั้งสำนักงานไปยังอาคารสำนักงานโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค โดยมีกำหนดการย้ายในเดือนสิงหาคม 2569 ที่จะถึงนี้

อ่านข่าวเนเธอร์แลนด์ ประกาศขายสถานทูตในไทย เตรียมย้ายไปดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค

หลายคนมองว่า บิ๊กทุนอสังหาฯต่างเล็งจ้องซื้อที่ดินแห่งนี้ เพราะมองเห็นถึงศักยภาพในที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งอยู่ใจกลางกรุง มีโอกาสที่จะสามารถพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส หรือสร้างเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ที่มูลค่าสูงระดับแสนล้านบาทในอนาคตได้

สิ่งที่สร้างความกังวลต่อมา คือ “สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์” ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ถือเป็นอาคารโบราณ มีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) เมื่อปี ค.ศ.1987 จะเป็นอย่างไรต่อ? จะถูกทุบทิ้ง? หรือได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นสถาปัตยกรรมที่สำคัญของประเทศต่อไป?

Advertisement

มติชนออนไลน์” จะพาไปรู้จักประวัติความเป็นมา สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี

  • เปิดประวัติก่อนเป็น ‘สถานทูตเนเธอร์แลนด์’

ทำเนียบแห่งนี้เคยเป็นบ้านของนายแพทย์อัลฟองส์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศสประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ.1897 และเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานเบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยของพระชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แด่นายแพทย์ปัวซ์ ขึ้นเป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” (Phya Asvin Amnueyvej)

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ผืนนี้ เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ.1911 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 บริเวณนี้ยังเป็นทุ่งนา เมื่อเริ่มมีการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ เมืองจึงขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้ที่ดินบริเวณนี้ราคาสูงขึ้น ชาวนาทยอยกันขายที่ดินและย้ายออกไปอยู่นอกเมือง ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และบิดาแห่งภาพยนตร์ไทย) เป็นหนึ่งในผู้ที่ซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่จากชาวนาที่ย้ายออกไป

ปี ค.ศ.1914 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ขายที่ดินและบ้านให้กับพระยาราชสาส์นโสภณ ซึ่งภายหลังพระยาราชสาส์นโสภณก็ขายต่อให้กับกรมพระคลังข้างที่ หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน

ต่อมาในปี ค.ศ.1915 ชื่อเจ้าของที่ดินผืนนี้จึงเป็นพระมหากษัตริย์ โดยมีอธิบดีกรมพระคลังข้างที่เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทน

15 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงชื่นชมต่อความจงรักภักดีและการอุทิศตนในหน้าที่ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช จึงพระราชทานที่ดินและอาคารให้

โดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เป็นหลานปู่คนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทำหน้าที่เป็นเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ปี ค.ศ.1932 พระองค์เจ้าบวรเดชขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผ่านกรมพระคลังข้างที่ เพื่อขายที่ดินคืนให้กรมพระคลังข้างที่จำนวน 2 ไร่ เพราะประสงค์นำเงินไปปรับปรุงบ้าน และได้เงินมา 15,000 บาท ถือเป็นการปรับปรุงบ้านครั้งแรกและครั้งเดียว

ก่อนที่จะกลายเป็นสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในอีก 17 ปีต่อมา หรือปี ค.ศ.1949 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ซื้อบ้านหลังนี้เพื่อใช้เป็นทำเนียบหรือที่พำนักของเอกอัครราชทูต และเป็นที่ทำการสถานทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรกในประเทศไทย

 

  • หนึ่งหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์

ทำเนียบเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล มีสองชั้น หลังคาจั่ว และมีส่วนหนึ่งเป็นหอคอยสูงสามชั้น ลักษณะเด่นคือหลังคาที่มีการซ้อนชั้นขึ้นไปในส่วนหอคอย และการตกแต่งด้วยไม้แกะสลักและเสาประดับที่ยอดจั่ว

นอกจากนี้ ยังพบว่าก่อนที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะเข้ามาซื้อในปี ค.ศ.1949 สถานที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่ง และอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สังคม การเมืองไทยอีกด้วย ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1932 เริ่มเกิดความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย และในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1933 พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้นำทัพของกลุ่มซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “กบฏบวรเดช” พยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร แต่ไม่สำเร็จ ทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กัมพูชาและได้เปิดโรงงานทอผ้า ค้าขายถ่านที่นั่น

ระหว่างที่พระองค์เจ้าบวรเดชลี้ภัยนั้น บ้านหลังนี้ถูกปล่อยเช่าให้กับสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษเพื่อใช้เป็นสำนักงานและสโมสรช่วงปี ค.ศ.1936-1939 แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาใช้ที่นี่เป็นสำนักงาน

เดือนตุลาคม ค.ศ.1946 หลังสงครามสิ้นสุดลง ที่นี่ถูกปล่อยเช่าให้กับ Salesian บาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิก เพื่อใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ส่วนตัว ส่วนอาคารไม้ชั้นเดียว 2 หลังที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ได้ใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ต่อมาจึงได้รับการพัฒนาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาดอนบอสโก (Don Bosco Vocational School)

หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองทุกคดี ปี ค.ศ.1948 พระองค์เจ้าบวรเดชจึงเสด็จกลับประเทศไทยหลังลี้ภัยในเขมร 16 ปี และทรงตั้งโรงงานทอผ้าที่อำเภอหัวหิน ทอผ้าโขมพัสตร์ขึ้นจำหน่ายได้รับความนิยมโด่งดังระดับโลก

ปี ค.ศ.1949 ทรงขายบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ด้วยราคา 1,850,000 บาท ภายหลังรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ขายที่ดินสองแปลงส่วนที่ติดกับถนนวิทยุที่มีการพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานในเวลาต่อมา เมื่อเวลาผ่านไปส่วนงานต่างๆ และจำนวนเจ้าหน้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้อาคารสำนักงานหลังเก่ามีพื้นที่ไม่เพียงพอ ในปี ค.ศ.2001 จึงได้สร้างอาคารอีกหลังตรงส่วนติดฝั่งถนนวิทยุให้เป็นส่วนงานกงสุล

เมื่อกระทรวงต่างประเทศเนเธอร์แลนด์เห็นว่า อาคารสำนักงานหลังเก่าเล็กและไม่ได้มาตรฐานของสำนักงานที่ทันสมัย จึงได้รื้ออาคารหลังเก่า รวมถึงหลังที่สร้างติดส่วนถนนวิทยุออกไป และสร้างอาคารสำนักงานหลังใหม่บริเวณฝั่งซอยต้นสนขึ้นมาแทนเมื่อปี ค.ศ.2004 แล้วเสร็จในปี ค.ศ.2005 ซึ่งเป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน

ไม่นานหลังจากย้ายไปที่อาคารใหม่ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2005 มีการรื้ออาคารสถานทูตเก่าและเริ่มการปรับปรุงทำเนียบเอกอัครราชทูตเพื่อการตกแต่งภายในให้ทันสมัย ขณะที่มุ่งรักษาและฟื้นฟูลักษณะของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม รวมทั้งการก่อสร้างอาคารสองชั้นเพิ่มเติมด้วย โดยการก่อสร้างเริ่มขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี ค.ศ.2006 แล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2007

พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
  • หวั่น ‘หมุดหมายวัฒนธรรมใจกลางกรุง’ หายไป

ทั้งนี้ในเว็บไซต์ คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม ได้ขึ้น “สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์” เป็นรายการมรดกที่เฝ้าระวัง โดยระบุว่า สยามสมาคมฯ ได้รับการแจ้งรายการ ‘มรดกที่น่าห่วงใย’ (Heritage Alert) โดยผู้แทนของชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย ที่แสดงความกังวลต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย  “ช่วยกันปกป้องสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพฯ หมุดหมายทางวัฒนธรรมและการทูตที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

ชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย และผู้คนอีกมากมายทั่วโลก ต่างแสดงความวิตกอย่างยิ่งต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่จะขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย

“สถานทูตแห่งนี้ไม่ใช่เพียงอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร

การขายพื้นที่แห่งนี้จะเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ ไม่เพียงต่อประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาคมโลกด้วย เพราะเมื่อสูญเสียไปแล้ว จะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก สถานทูตแห่งนี้ไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติงานด้านการทูต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์และมิตรภาพอันยาวนานกว่า 400 ปีระหว่างสองประเทศ การดำรงอยู่ของสถานทูตแห่งนี้ช่วยเสริมสร้าง soft power สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และอำนวยประโยชน์ต่อสาธารณะในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ พิจารณาการตัดสินใจนี้อีกครั้ง และดำเนินการปกป้องสถานที่ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้แห่งนี้ กรุณาร่วมลงชื่อในแคมเปญด้านล่างเพื่อสนับสนุนจุดยืนนี้ ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นชาวดัตช์หรือพำนักอยู่ในประเทศไทยก็สามารถร่วมลงชื่อได้ เพราะนี่คือเรื่องของมรดกร่วมกันที่มีความสำคัญในระดับโลก” ทางเว็บไซต์ระบุ

เป็นที่น่าจับตาดูต่อไปว่า การประกาศขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงสถานที่ประวัติศาสตร์และหนึ่งในพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุง เป็นไปในรูปแบบไหน?

ขอบคุณ มติชนสุดสัปดาห์ และ คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม