สน.ศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เปิดข้อมูลการขุดค้นทางโบราณคดี หลังฮือฮา พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี
จากกรณี ที่ ผศ.แสนประเสริฐ ปานเนียม ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ได้รับแจ้งจากประชาชนว่าได้ขุดพบโบราณวัตถุฝังอยู่ใต้ดินกลางทุ่งนาพื้นที่หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าเป็น “กลองมโหระทึก” หรือ “กลองสำริดโบราณ” จำนวน 2 ใบ จึงได้แจ้งสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เข้ามาตรวจสอบ
และจากที่ สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เข้าตรวจสอบ ได้ขุดพบกลองมโหระทึก โครงกระดูกมนุษย์ แหวน กำไลทองคำ เครื่องประดับ จนเรียกเสียงฮือฮาเป็นจำนวนมากนั้น
อ่านข่าว
- ขุดพบสุสานบุคคลชั้นสูง อายุกว่า 1,500 ปี สวมกำไลทองคำ ฝังรวมกับกลองมโหระทึก กลางทุ่งเพชรบุรี
- อธิบดีกรมศิลป์ ลงเพชรบุรี หลังขุดพบสุสานบุคคลชั้นสูงอายุกว่า 1,500 ปี ชี้แนวทางทำแหล่งท่องเที่ยว
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี โพสต์ข้อความระบุว่า
หลังจากที่ทุกท่านได้ฮือฮากับข่าวการพบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรีไปก่อนหน้านี้ วันนี้แอดมินรวบรวมข้อมูล “สรุปผลการดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันมาฝากกันแล้ว ดังนี้
ตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบันการดำเนินงานขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เริ่มต้นทำการขุดค้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดกู้และชุดศึกษาหลักฐานทาง โบราณคดีจากตำแหน่งที่มีการค้นพบกลองมโหระทึก ในที่นา ของนางคนางค์ เพชรสุด หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

การดำเนินงานในระยะแรกได้กำหนดหลุมขุดค้นขนาด 2 x 2.2 เมตร วางแนวตามทิศตะวันออก-ตะวันตก โดยกำหนดให้ตำแหน่งที่พบ กลองมโหระทึกอยู่บริเวณกึ่งกลางหลุม และทำการขุดค้นตามระดับชั้นดินธรรมชาติ เพื่อรักษาบริบทของหลักฐานให้มากที่สุด ผลการชุดค้นในช่วงต้นพบชิ้นส่วนขอบฐานของกลองมโหระทึกใน ระดับความลึกประมาณ 60 เซนติเมตรจากผิวดิน พร้อมทั้งพบ ภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง

เมื่อดำเนินการขุดลึกลงไปถึงระดับประมาณ 100 เซนติเมตร พบชิ้นส่วนกลองมโหระทึกอีกใบในลักษณะคว่ำหน้าอยู่ในดิน และเริ่มปรากฎหลักฐานสำคัญ คือ โครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยมีการวางภาชนะสำริดประกอบพิธีศพในตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งด้านข้าง ใต้ร่าง และปลายเท้า

นอกจากนี้ยังพบเครื่องประดับ ได้แก่ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน แหวนทองคำ และกำไลทองคำ ซึ่งบางชิ้นยังคงสวมอยู่กับโครงกระดูก แสดงถึงความสำคัญของบุคคลและความเชื่อเกี่ยวกับ การอุทิศสิ่งของในพิธีกรรมหลังความตาย

ภายหลังจากการค้นพบโครงกระดูก ได้ดำเนินการขุดค้นอย่างละเอียดเพื่อศึกษารูปแบบการฝังศพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนกระทั่งพบโครงกระดูกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4 โครง ในบริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหลุมขุดค้น โดยโครงกระดูกทั้งหมดมีทิศทางการวางตัวสอดคล้องกัน คือหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

จากข้อจำกัดของพื้นที่หลุมชุดค้นเดิม และการที่โครงกระดูกบางส่วนทอดยาวเข้าไปในผนังดิน จึงขยายพื้นที่ขุดค้นออกเป็นขนาด 4 x 4.5 เมตร เพื่อให้สามารถตามแนวโครงกระดูกและทำการศึกษารูปแบบของแหล่งได้อย่างครบถ้วน

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 การดำเนินงานมีความก้าวหน้ามากขึ้นโดยสามารถติดตามแนวโครงกระดูกไปจนถึงบริเวณศีรษะของบางโครงและพบหลักฐานใหม่ที่สำคัญ ได้แก่ โลหะสำริดบริเวณศีรษะ รวมถึงลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน และเม็ดลูกปัดทองคำเพิ่มเติม โดยเฉพาะในโครงกระดูกหมายเลข 1 ซึ่งเป็นโครงที่มีการพบเครื่องประดับจำนวนมากตั้งแต่ระยะแรก

ต่อมาในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 พบโครงกระดูกเพิ่มรวมเป็นอย่างน้อย 8 โครง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกจำนวน 4 โครง และกลุ่มที่ พบเพิ่มเติมอีก 4 โครง ซึ่งวางเรียงตัวต่อเนื่องกันในแนวเดียวกันโดยมีภาชนะดินเผาคันระหว่างกลุ่มอย่างเป็นระเบียบและมีการสวมโลหะสำริดลักษณะคล้ายภาชนะครอบบริเวณศีรษะ ทั้งส่วนบนของกะโหลกและบริเวณคาง ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษที่ไม่พบโดยทั่วไป

นอกจากนี้ ยังพบกลุ่มโบราณวัตถุสำคัญ เช่น ภาชนะดินเผาขนาดเล็กที่วางซ้อนกันเป็นชุดจำนวนประมาณ 7 ใบ ภาชนะสำริดบริเวณปลายเท้าของโครงกระดูก และลูกปัดจำนวนมาก โดยเฉพาะในโครงกระดูกหมายเลข 5 ที่พบลูกปัดแก้วสีฟ้าอมเขียว จำนวนประมาณ 1,300 เม็ดรวมกันเป็นกลุ่มคล้ายเครื่องประดับ ตลอดจนการพบจี้ทองคำ, ลูกปัดทองคำ และต่างหูทองคำเพิ่มเติมในบางโครง


