วธ.เดินหน้าดัน ‘หมอลำ’ สู่มรดกโลก ชูพลังวัฒนธรรมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

11.06.26 | 16:53 น.

วธ.เดินหน้าดัน ‘หมอลำ’ สู่มรดกโลก ชูพลังวัฒนธรรมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่หอศิลป์แห่งชาติ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานแถลงข่าวการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569 ประเภทหมอลำ โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ. นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เข้าร่วม

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า สวธ.ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย ส่งเสริมการอนุรักษ์ และสืบสานศิลปะการแสดงพื้นบ้านหมอลำ และเพื่อเป็นเวทีให้ศิลปิน คณะหมอลำและเยาวชน ได้แสดงศักยภาพ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในระดับระดับชุมชน และสนับสนุนแนวทางการยกระดับศิลปะการแสดงหมอลำสู่ระดับนานาชาติ

“กิจกรรมนี้ เป็นการส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปะการแสดงพื้นบ้าน หมอลำ ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของประชาชนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้มีการประกาศให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติในปีนี้ และพยายามผลักดันให้เป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก โดยธีมการประกวดจึงย้ำถึงการสืบราก วัฒนธรรม สานความคิด สร้างสรรค์และพัฒนาสู่สากลเพื่อให้หมอลำเป็นศิลปะการแสดงที่สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้สำหรับความน่าสนใจในปีนี้ได้มีการคัดเลือกมาแล้ว 5 คณะ ซึ่งได้มีการอบรมและพัฒนาศักยภาพ ของวงต่างๆ ซึ่งการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามา บทบาทและส่วนร่วมก็จะทำให้ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน จากนั้นจะมีการประกวดนรอบชิงชนะเลิศและพิธีมอบรางวัลในวันที่ 26 มิถุนายน ณ โรงละครคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น” น.ส.ซาบีดา กล่าว

Advertisement

นางยุถิกา กล่าวว่า การประกวดครั้งนี้ จะถือเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ถูกนำไปรวบรวมเป็นจัดทำในเอกสารการนำเสนอขอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก หลังจากนี้ สวธ.จะเริ่มกระบวนการในการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ของการขึ้นทะเบียน ทั้งการลงพื้นที่ไปยังชุมชนในพื้นที่จังหวัดภาคอีสาน เพื่อสำรวจและจัดเก็บข้อมูลเพื่อสร้างการรับรู้ตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ในการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตามหลักเกณฑ์ของยูเนสโก ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะในการจัดทำเอกสารและการดำเนินงานประมาณ 1 ปี สำหรับในช่วงปลายปีนี้ ได้มีการเตรียมความพร้อมและการเผยแพร่องค์ความรู้ชุดไทยเพื่อสร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ยูเนสโกจะมีการประกาศผลพิจารณารายการชุดไทยของประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้