ชาวบ้าน-นักวิชาการ-พระ ถกแผนแม่บทเกาะรัตนโกสินทร์ อจ.จุฬาฯ หนุนคุมจำนวนรถ-เพิ่มความสง่างาม

6.06.17 | 17:43 น.

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีการจัดประชุมรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะกลุ่มใหญ่ ภายใต้โครงการจัดทำแผนผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ ครั้งที่ 2 โดยสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นจากหลากหลายองค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชน พระภิกษุ รวมถึงชาวบ้านจากชุมชนในเกาะรัตนโกสินทร์ เช่น ชุมชนย่านนางเลิ้ง, ชุมชนมัสยิดตึกดิน ในภาคเช้าเป็นการนำเสนอคุณค่าแหล่งมรดกวัฒนธรรมในเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ และการนำเสนอร่างแผนผังแม่บทโดยภาพรวม จากนั้นในภาคบ่ายมีการแบ่งกลุ่มอภิปราย

ผศ.คมกริช ธนะเพทย์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ในประเด็นข้อเสนอเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจราจรและภูมิทัศน์ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์มีทั้งโบราณสถาน พื้นที่ราชการและพื้นที่ชุมชน ที่ผ่านมา มีแผนที่จะลดความหนาแน่นโดยมีการย้ายหน่วยราชการออกจากพื้นที่ โดยได้ดำเนินการแล้วบางส่วน อย่างไรก็ตามหน่วยงานบางแห่งควรที่จะคงอยู่ในพื้นที่เดิม เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและความรู้ อาทิ พิพิธภัณฑ์กรมแผนที่ทหาร นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงให้คิดต่อคือ อาคารขนาดใหญ่ของราชการจะปรับการใช้งานอย่างไร สำหรับการคมนาคมมีสารวัตรจราจรจากสน.พระราชวังและสน.พลับพลาชัยร่วมให้ความเห็น ซึ่งตนมองว่าเป็นประเด็นสำคัญคือ ตั้งแต่มีพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมศพ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การควบคุมปริมาณรถในเกาะรัตนโกสินทร์ชั้นใน คือสิ่งที่เป็นไปได้ ช่วยให้บรรยากาศโดยภาพรวม และความสง่างามของพื้นที่มีความชัดเจน

“เรื่องที่จอดรถ คนในชุมชนบอกว่า ส่วนใหญ่พยายามจอดใกล้บ้านอยู่แล้ว ที่เป็นปัญหาคือคนมาเที่ยวแล้วหาที่จอดไม่ได้ ในอนาคตจะมีรถไฟฟ้า 4 สาย แต่ก่อนที่จะเสร็จสมบูรณ์ จะมีการจัดจุดจอดรถอย่างไรนอกเหนือจากรถบัส ซึ่งมีปัญหารถติดขณะรอรับนักท่องเที่ยว ถ้าเปลี่ยนมาจอดใกล้แม่น้ำ เช่น เชิงสะพานพระราม 8 แล้วต่อเรือได้หรือไม่” ผศ.คมกริชกล่าว

ดร. ณัฐพงษ์ พันธุ์น้อย อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวสรุปในประเด็นภูมิทัศน์และการท่องเที่ยวว่า ชุมชนนางเลิ้งได้เสนอให้สนับสนุนละครชาตรีให้เป็นจุดเด่นในการพัฒนาการท่องเที่ยว รวมถึงต้องการให้ตลาดนางเลิ้งคึกคักมากขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวโดยรอบ ในขณะที่ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นแหล่งที่เปิดให้คนสัมผัสประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐาน ไม่เน้นกิจกรรมที่อึกทึกจอแจ ส่วนภิกษุจากวัดพระเชตุพน ฯ หรือวัดโพธิ์เสนอให้พัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือเก่า อาทิ ท่าเตียน ท่าช้าง ท่ามหาราช และท่าพระจันทร์ เป็นตน โดยเดินเท้าเชื่อมถึงกัน ส่วนภิกษุจากวัดมหาธาตุเน้นจุดเด่นเรื่องการปฏิบัติธรรม ซึ่งขณะนี้ทางวัดเปิดศูนย์ให้ความรู้อยู่แล้ว นอกจากนี้ควรดึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ซึ่งเป็น ‘ของจริง’ มาถ่ายทอดให้เห็นความสำคัญของย่านต่างๆ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเรื่องที่พักนักท่องเที่ยวซึ่งปัจจุบันมีเกสต์เฮาส์ขนาดเล็กทยอยเปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก

Advertisement

“เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวไม่ได้อยากพักในโรงแรมใหญ่เท่านั้น การมีโรงแรมขนาดกลางและเล็ก น่าจะเป็นเสน่ห์รูปแบบหนึ่ง แต่การสนับสนุนเรื่องนี้ต้องคำนึงบรรยากาสที่เหมาะสมด้วย ท้ายที่สุด เป็นเรื่องน่าดีใจที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ ยังพูดถึงประเด็นผลกระทบเชิงบวกและลบของการท่องเที่ยวที่จะส่งผลต่อชุมชน” ดร.ณัฐพงษ์กล่าว