เปิดจดหมายเหตุ ย้อนโบราณราชประเพณี สรงน้ำพระบรมศพและพระศพ

13.06.26 | 14:09 น.

สำนักพระราชวัง ประกาศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 47

ในการนี้ สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ทุกวัน เวลา 09.00 น. – 21.00 น. เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

โดยในวันนี้ จะมีการเชิญพระศพ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปในการพระราชทานน้ำสรงพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย จะถ่ายทอดสดขบวนเคลื่อนพระศพ ตั้งแต่เวลา 16.15 น. เป็นต้นไป

สำหรับ การสรงน้ำพระบรมศพหรือพระศพ ตามโบราณราชประเพณีนั้น  ข้อมูลจากหนังสือ ‘ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย’ โดย นนทพร อยู่มั่งมี อธิบายว่า การสรงน้ำพระบรมศพหรือพระศพ อนุโลมเรียกอย่างชาวบ้าน คือ อาบน้ำศพ เป็นการอาบน้ำชำระศพให้สะอาด ธรรมเนียมนี้เป็นเรื่องการทำความสะอาดเพื่อให้ผู้ตายที่ไปอยู่ในภพภูมิอื่นในลักษณะบริสุทธิ์หมดจด บางทีก็เชื่อกันว่าเป็นการเตรียมตัวสำหรับไปไหว้พระจุฬามณีเจดีย์

วิธีปฏิบัติตามแบบแผนโบราณที่สืบกันมาคือ ต้องต้มน้ำด้วยหม้อดิน เก็บเอาใบไม้สดต้มลงไปด้วย และหาก้อนเส้า 3 ก้อนมาเตรียมไว้ เมื่อน้ำเดือดยกหม้อน้ำวางบนก้อนเส้านั้น การอาบน้ำจะต้องอาบด้วยน้ำร้อนก่อนแล้วจึงอาบด้วยน้ำเย็น ฟอกด้วยส้มมะกรูดชะล้างให้สะอาดหมดจด ตำขมิ้นชันสดกับผิวมะกรูดมาขัดสีอีกทีให้ทั่วร่างกาย

Advertisement

ถ้าเป็นศพผู้ใหญ่ก็มักเอาผ้าขาวมาซับฝ่าเท้า ฝ่ามือ หรือหน้า เพื่อถอนเอารอยจากส่วนต่างๆนี้ให้ลูกหลานไว้บูชา ในราชสำนักวิธีการดังกล่าวยังไม่ปรากฏเป็นลายลักษณะอักษรเด่นชัด เนื่องจากถือเป็นเรื่องเฉพาะสำหรับเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง

แต่ใน หมายรับสั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เตรียมงานพระศพพระองค์เจ้าอรุณ เมื่อปี พ.ศ.2384 (จ.ศ.1203) ระบุให้เจ้าพนักงานวิเสทนอกตำขมิ้นและมะกรูดส่งให้เจ้าพนักงานสนมพลเรือน ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับพระบรมศพและพระศพ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าวิธีสรงน้ำพระบรมศพหรือพระศพแต่โบราณนั้น คงเป็นเช่นเดียวกันกับพิธีศพของราษฎรที่ใช้ขมิ้นกับมะกรูดขัดสีร่างกาย

ธรรมเนียมการสรงน้ำพระบรมศพ ปรากฏหลักฐานในสมัยกรุงศรีอยุธยาจาก ‘คำให้การชาวกรุงเก่า’ อธิบายวิธีการไว้ดังนี้

“เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาสวรรคต ได้จัดการพระบรมศพตามโบราณราชประเพณีดังนี้ คือ สรงน้ำชำระพระบรมศพสะอาดแล้ว ถวายพระสุคนธ์ สรงพระบรมศพ แล้วเอาผ้าคลุมบรรทม มีลายริมเงินคลุมพระบรมศพไว้ จนถึงเวลาสรงพระบรมศพ

ครั้นสรงเสร็จแล้วถวายภูษาอาภรณ์ ทรงพระบรมศพ และทรงสังวาลและพระชฎา ประดิษฐานไว้ยังพระแท่นในพระมหาปราสาท” 

สำหรับพิธีของราชสำนักจะเตรียมการเมื่อเจ้านายสิ้นพระชนม์ลง ด้วยการจัดแต่งสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆในด้านสถานที่คงเป็นไปตามความสะดวกและพระเกียรติยศ เช่น การสรงน้ำพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 เวลา 4 โมงเช้า กระทำบนพระที่นั่งอัมพรสถานอันเป็นที่สวรรคตถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกให้ฝ่ายในสรงน้ำพระบรมศพประทับบนพระแท่นที่เคยบรรทม มีสมเด็จพระบรมราชเทวีประทับเป็นองค์ประธาน จากนั้นเจ้าพนักงานภูษามาลาได้เชิญพระบรมศพไปที่ห้องบรรณาคมจัดบรรทมบนพระแท่นทอง ที่นำมาจากพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าถวายน้ำสรงทั่วกัน

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการนี้ ตามที่ปรากฏในจดหมายเหตุงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เมื่อ พ.ศ.2527 ให้รายละเอียดการตั้งแต่งสถานที่และเครื่องใช้ต่างๆที่จัดภายใน พระที่นั่งพิมานรัตยา ว่ามีการเตรียมพระแท่นปิดทองลายเท้าสิงห์ปูพรมลาดพระสุจหนี่เยียรบับ ทอดพระยี่ภู่พระเขนยผ้าสีขาวสำหรับสรงพระบรมศพ ซึ่งบรรทมหันพระเศียรไปทางทิศตะวันออก

การตั้งแต่งวันสรงน้ำพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ภายในพระที่นั่งพิมานรัตยา 23 พฤษภาคม พ.ศ.2527

ที่ด้านเหนือพระเศียรตั้งม้าหมู่สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามแก่นจันทน์ประจำพระชนมวาร ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 พร้อมด้วยเครื่องทองน้อย 1 เครื่อง และพานตั้งทองคำดุนสำหรับถวายปิดพระพักตร์ ซองพลูทองคำลงยา มีดอกบัว ธูปไม้ระกำ เทียน อย่างละ 1 สิ่ง สำหรับถวายพระพนม (พนมมือ) และพระชฎาทองคำลงยา สวมเวลาเชิญลงสู่พระโกศ

ส่วนเครื่องใช้สำหรับการพระราชพิธีครั้งนี้ อาทิ หม้อน้ำทองคำลงยา บรรจุน้ำสรง ผอบทองคำลงยาใส่น้ำขมิ้น น้ำพระสุคนธ์ อย่างละ 1 สิ่ง พระโกศและพระลองทองใหญ่ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพุ่ม เฟื่องพู่ ดอกไม้ฝา และดอกไม้เอวพร้อม พระภูษาฉลองพระองค์ยกทองพื้นสีขาว เครื่องพระสุกำสำหรับทรงพระบรมศพ เป็นต้น อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ปรากฏล้วนจำเป็นสำหรับการพระราชพิธีในส่วนนี้และทำให้ทราบถึงธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาแต่โบราณราชประเพณี

พระชฎา แผ่นทองคำจำหลักปิดพระพักตร์ และซองพระศรี สำหรับประกอบการสรงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

หลังจากที่ถวายน้ำสรงพระบรมศพเป็นขั้นตอนการสาง (หวี) พระเกศา (ผม) โดยใช้พระสางไม้ที่เจ้าพนักงานเตรียมไว้ มีวิธีการสาง (หวี)

เริ่มจากสางพระเกศาขึ้นครั้งหนึ่ง ลงครั้งหนึ่ง แล้วสางกลับขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงหักพระสางวางไว้ที่พานซึ่งเจ้าพนักงานเชิญอยู่

วิธีการลักษณะนี้กระทำพอเป็นพิธีในเชิงปริศนาธรรม เพื่อแสดงว่าไม่ต้องการความสวยงาม และเป็นเครื่องหมายว่าหมดประโยชน์ไม่มีความเป็นจำเป็นต้องแต่งกายใดๆ ส่วนพระสางที่หักแสดงว่าไม่ต้องการใช้พระสางนั้นอีกแล้ว ต่อจากนั้นจะเป็นพิธีสุกำศพ (ใส่เครื่องแต่งกายและมัดตราสัง) ก่อนอัญเชิญพระบรมศพหรือพระศพลงสู่พระโกศต่อไป