
กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่แห่งหนึ่งในโลกที่ถูกทำให้ “แข็งทื่อ” ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งแต่สมัยจอมพล “เผด็จการทหาร” ปฏิวัติ 2501 (68 ปีที่แล้ว)
ก่อนหน้านั้น กรุงเทพฯ มีศูนย์กลางหนาแน่นอยู่แค่คลองผดุงกรุงเกษม เมื่อพ้นออกไปมีชุมชนกระจัดกระจายห่างๆ สลับทุ่งนาป่าละเมาะถึงพระโขนง เป็นสุดทางของกรุงเทพฯ
ถนนส่วนมากขนาบด้วยคลองสองข้างที่มีต้นไม้ครึ้ม (ต้นก้ามปู-จามจุรี) ร่มรื่นตลอดทุกสาย แต่ถูกจอมพล “เผด็จการทหาร” ขยายถนนสนองรถยนต์ที่มีมากขึ้นด้วยการถมคลองและตัดต้นไม้เหี้ยนทุกแห่ง (ยกเว้นถนนวิทยุหน้าสถานทูตสหรัฐ)
ไม่ต้องการเรียกร้องสภาพเดิมกลับคืนมา (เพราะเป็นไปไม่ได้) แต่น่าจะสร้างความร่มเย็นอย่างใหม่ให้กรุงเทพฯ ผลิบาน ด้วยวัฒนธรรมกินได้ที่สร้างสรรค์ไม่ยากถ้าผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไปไม่รังเกียจ
กรุงเทพฯ ในอนาคต
อนาคตของคนในกรุงเทพฯ ตามปรารถนาของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. คือมีคุณภาพและประสิทธิภาพด้านการศึกษาและสาธารณสุข โดยให้สัมภาษณ์สื่อ มีเนื้อหาสำคัญสรุปดังนี้
เมื่อนึกถึง กทม. ทุกคนพูดแต่ปัญหาในชีวิตประจำวัน ได้แก่ จราจร, ขยะ, น้ำท่วม ฯลฯ ไม่พูดถึงการศึกษา, สาธารณสุข ฯลฯ ซึ่งต้องพัฒนาควบคู่กันไป
อนาคต กทม. เป็นเมืองของคนทุกคน คือการปรับปรุงประสิทธิภาพของเมืองให้ดีขึ้น หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ การศึกษาและสาธารณสุข
เฉพาะการศึกษา จะทำหลักสูตรสมรรถนะและเทคโนโลยีมาจับเรื่องการศึกษา แล้วเอาเข้าโรงเรียน พัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด
[ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน 2569 หน้า 8]
การศึกษาแบบสากลมีทั้งในระบบ และนอกระบบ ที่เรียกการศึกษาตลอดชีวิต
โดยเฉพาะการศึกษานอกระบบตลอดชีวิต มีหลักการสำคัญอย่างหนึ่งคือการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อสั่งสมกล่อมเกลากระตุ้นความใฝ่รู้ซึ่งส่งผลดีต่อ “สาธารณสุขภาพ” ทั้งกายและใจของคนในบ้านเมืองนั้นๆ สภาพแวดล้อมเหล่านั้นประกอบด้วยศิลปะ, ดนตรี, ห้องสมุด, มิวเซียม ฯลฯ ที่บริหารจัดการอยู่รวมกันได้ เรียก “แหล่งวัฒนธรรม” ซึ่งพบทั่วไปในบ้านเมืองก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น ยุโรป (ซึ่งมีมากทางกลุ่มสแกนดิเนเวีย)
ศิลปะ สัญลักษณ์ของวิทยาการทั้งมวลในจักรวาลที่หล่อหลอมคนในสังคม ผ่านงานช่างอันหลากหลายที่ถูกเรียกในปัจจุบันว่า “ศิลปะ”
ประเทศก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างสภาพแวดล้อมของเมืองด้วยงานศิลปะ แต่บางประเทศยกงานศิลปะประดับรถประจำทางทั่วเมือง เพื่อหลอกลวงประชาชนโหยหาวิชาความรู้
สื่อหาเสียงเชิงศิลปะโดยทีมงานของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นความเคลื่อนไหวใส่ศิลปะให้กรุงเทพฯ แม้จะไม่มากนักแต่เป็นต้นแบบอันวิเศษที่ควรมีสม่ำเสมอ และเปิดช่องให้มีที่ทางถาวร ซึ่งพบตัวอย่างในนิวยอร์กแม้ซอกตึกคับแคบก็ตั้งประติมากรรมบำรุงจิตใจให้คนทำงานย่านนั้นๆ
ดนตรี สัญลักษณ์ของพลังสติปัญญาแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยความไม่รุนแรง ซึ่งพบทั่วไปในประเทศก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่ยุโรป, อเมริกา ถึงญี่ปุ่นและเกาหลี ฯลฯ
สุนทรภู่ (คนบางกอก ชาวกรุงเทพฯ) เป็นนักปราชญ์เพราะศึกษาหาความรู้ทั่วโลก (สมัยนั้น) เห็นความสำคัญของดนตรีจึงแต่งเรื่องพระอภัยมณี ใช้ดนตรีแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสติปัญญา ไม่ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
ปี่พาทย์ (ดนตรีไทยเดิม) ไม่มีพื้นที่แสดงบรรเลงและประชัน (แบบในหนังโหมโรง) ทั้งๆ กทม. มีวงปี่พาทย์ (ในอดีต) เป็นที่ยอมรับความสามารถกว้างขวาง และโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีวงปี่พาทย์บ้านต่างๆ หลายคณะ สิ่งเหล่านี้เป็นมาลัยสวรรค์ของเมืองที่ควรสร้างบรรยากาศให้มีที่แสดงบรรเลงสม่ำเสมอ
ลิเกมีกำเนิดในกรุงเทพฯ และวิกลิเกแห่งแรกอยู่บริเวณป้อมมหากาฬ (ถูก กทม. ทำลายไม่เหลือซาก) ซึ่งควรจัดที่ทางให้เล่นลิเกเป็นประจำบริเวณ “แหล่งวัฒนธรรม”
มิวเซียม เป็นแหล่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นการศึกษานอกระบบตลอดชีวิต เพื่ออนาคตของคนกรุงเทพฯ และคนไทยโดยรวมให้ “รู้เขา-รู้เรา-รู้เท่าทันโลก” ซึ่งมีตัวอย่างหลายประเทศทางยุโรป, อเมริกา และในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี ฯลฯ ใช้มิวเซียมสร้างพลเมืองมีคุณภาพ
เมืองไทยยังไม่มีมิวเซียมเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต
แต่ในไทยมี “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ที่ไม่เป็นแหล่งเรียนรู้เยี่ยงสากลโลก และไม่สนองความต้องการของสังคมเหมือนประเทศก้าวหน้าในโลก เพราะเป็นแหล่งรวบรวมของเก่าที่เรียกศิลปวัตถุของชนชั้นนำ (หยิบมือเดียว) ซึ่งไม่สะท้อนวิถีทางสังคมของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ส่งผลให้คนในไทยจำนวนมากปฏิเสธพิพิธภัณฑ์ฯ ไม่เข้าพิพิธภัณฑ์ฯ ที่น่าเบื่อมากๆ และคนจำนวนหนึ่งใน กทม. ปฏิเสธ “กรุงเทพฯ มิวเซียม”
กรุงเทพฯ มิวเซียม
กรุงเทพฯ ไม่มี “กรุงเทพฯ มิวเซียม” จัดแสดงประวัติความเป็นมาของกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้รากเหง้า “หัวนอนปลายตีน” ที่แท้จริงของกรุงเทพฯ
กรุงเทพฯ มิวเซียม ต้องจัดแสดงอย่างหฤหรรษ์ บอกความเป็นมาของกรุงเทพฯ ที่ไม่หล่นจากสวรรค์ (เป็นเมืองฟ้าอมร) ที่อาจสรุปกว้างและสั้นที่สุด ดังนี้
(1.) กรุงเทพฯ กำเนิดจากชุมชนหมู่บ้านชาวสวนที่ประกอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์มากกว่า 500 ปีมาแล้ว (ตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้น) เรือน พ.ศ. 2000
(2.) กรุงเทพฯ พื้นที่กว้างใหญ่เป็นสวนยกร่องที่มีผลไม้คุณภาพดีที่สุดในโลก (คำของชาวตะวันตกในแผ่นดินพระนารายณ์)
(3.) กรุงเทพฯ สืบเนื่องทับซ้อนกรุงธนบุรี (ของพระเจ้าตาก)
(4.) กรุงเทพฯ ถูกสร้างด้วยแรงงานไทยและเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว, เขมร, มอญ, มลายู, จีน ฯลฯ
(5.) กรุงเทพฯ เป็นแหล่งกำเนิดประเพณีชื่อ “ลอยกระทง” ในแผ่นดิน ร.3
นานาประเทศในโลกที่ก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีมิวเซียมเมืองหลวงและเมืองใหญ่ทุกเมืองในประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ตลอดชีวิต และเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในกรุงเทพฯ
ต้องกำจัดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติออกจากความทรงจำ แล้วร่วมกันทำใหม่ให้กรุงเทพฯ มิวเซียมเป็นวัฒนธรรมกินได้
