เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.กรกฎ บุญลพ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แสดงความคิดเห็นต่อภูมิทัศน์ของปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภอ อุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ว่าเป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดลำดับที่ 4 ในเขตประเทศไทย ไม่นับรวม ปราสาทพระวิหาร ตามหลักภูมิศาสตร์สากล แต่ประสบความล้มเหลวที่สุด ในเชิงการอนุรักษ์และพัฒนา เพราะนับวันสภาพ ‘ทัศนะอุจาด’ เชิงภูมิทัศน์ ยิ่งเพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะมองจากมุมใด
ดร.กรกฎ ได้เปิดเผยภาพพื้นที่รอบๆ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ซึ่งมีประติมากรรมต่างๆ ในยุคสมัยใหม่รายล้อม โดยระบุว่า เป็น ‘สิ่งแปลกปลอม’ ทางภูมิทัศน์ ในระยะประชิดแนวระเบียงคด ล้อมรอบกลุ่มปราสาทประธาน และอาคารต่างๆ ของปราสาท
“สิ่งเหล่านี้ พฤติการณ์เหล่านี้ คือการบุกรุก ลดทอน และทำให้เสื่อมคุณค่าต่อโบราณสถานที่ทั้งยังเป็นโบราณสถานซึ่งได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ นานกว่า 80 ปีแล้ว ตาม พรบ.กรมศิลปากร ใช่หรือไม่ แล้ว เจ้าพนักงาน ตาม พรบ.ดังกล่าว ควรต้องดำเนินการ ควรต้องแสดงบทบาท-ความรับผิดชอบ อย่างไร ต่อการปล่อยให้สภาพและสภาพการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม ทราบว่าเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจาก สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เคยเข้ามาดำเนินการพิจารณาปัญหานี้แล้วหลายวาระ แต่ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายและหาทางออกที่เหมาะสมได้ ด้วยเงื่อนไขสถานการณ์ภายในพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของปราสาทสระกำแพงใหญ่เอง
ผมคิดว่า กรณีนี้เป็นปัญหาใหญ่ระดับวิกฤตที่ไม่ควรหมักหมม ให้เนิ่นนานอีกต่อไป กรมศิลปากร ควรดำเนินการอย่างจริงจัง เด็ดขาด โดยประสานความร่วมมือกับพื้นที่ทั้งภาครัฐ ภาคการเมืองและท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ส.ส. และ อปท.ในพื้นที่ เพื่อหารือกับทางวัดและมูลนิธิฯ ที่เกี่ยวข้อง” ดร.กรกฎ กล่าว

ดร.กรกฎ กล่าวด้วยว่า ปราสาทสระกำแพงใหญ่ และปราสาทขอมอื่นๆ ที่อยู่ในรัศมีใกล้เคียง เช่น ปราสาทสระกำแพงน้อย ปราสาทบ้านปราสาท อำเภอห้วยทับทัน มีศักยภาพและความโดดเด่นที่สามารถพัฒนาเพื่อขายได้ ในรูปแบบแพกเกจ โดยอาจเชื่อมโยงกับปราสาทศีขรภูมิ ซึ่งอยู่ในรูทเดียวกัน ขายตั๋ว นับจำนวนเก็บปริมาณเพื่อเช็คข้อมูลการท่องเที่ยวให้ชัดเจนทั้งในแง่สถิติรายได้ และจำนวนนักท่องเที่ยวจะเป็นข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่มีประโยชน์สำหรับการวางแผน-พัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ
ดร.กรกฎ ยังระบุถึงโบราณวัตถุหลายรายการที่พบจากการขุดค้น-ขุดแต่ง ว่าควรได้รับการดูแลจัดการให้เรียบร้อยและเกิดประโยชน์มากกว่านี้ ซึ่งแนวทางที่จำเป็นเร่งด่วนและเหมาะสมคงเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกเสียจากการเร่งจัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศรีสะเกษ




