คนไทยเฮ! ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อยูเนสโก ประกาศรับรองวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยนับเป็นแห่งที่ 6 ของไทย และแห่งแรกของภาคใต้
กว่าจะถึงวันนี้ ต้องบากบั่นมายาวนานถึง 13 ปี นับแต่วันที่ได้รับการรับรองคุณค่าโดดเด่นอันเป็น สากลโดยคณะกรรมการมรดกโลก ตามเกณฑ์ข้อ i ii และ vi เป็นผลให้บรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
สนธยา คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และสหวัฒน์ แน่นหนา ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร
ยังไม่นับช่วงศึกษาค้นคว้า จัดทำเอกสารเพื่อให้ได้ขึ้นแท่นอยู่ในบัญชีดังกล่าว
ย้อนกลับไปในปี 2552 จังหวัดนครศรีธรรมราช ในยุค ภาณุ อุทัยรัตน์ นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ มีคำสั่ง ที่ 904/2552 ณ วันที่ 1 เมษายน แต่งตั้งคณะทำงาน โครงการนำเสนอพระบรมธาตุเจดีย์ขึ้นบัญชีมรดกโลก คำสั่งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เป็นประธานคณะทำงาน
หลังจากนั้น จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ออกประกาศสำคัญอีกหลายฉบับ เช่น ประกาศเรื่อง ให้มีคณะกรรมการ นำเสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช (พระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช) ขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก ประกาศ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2555 โดยมี วิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะนั้น เป็นผู้ลงนาม และประกาศตั้งคณะกรรมการ ในการนำเสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก ปี 2557 ประกาศ ณ วันที่ 6 มกราคม โดยมี อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช ลงนาม เป็นต้น

ตัดภาพกลับมาในช่วงหลังจากได้บรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น เมื่อปี 2556 ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก จัดทำ ‘เอกสารฉบับสมบูรณ์’ (Nomination Dossier) ส่งให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาตัดสินเพื่อบรรจุในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก โดยจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับกรมศิลปากรและภาคประชาชน ดำเนินการตั้งแต่ปี 2557-2562
ทว่า เมื่อเข้าสู่ปี 2563 เกิดสถานการณ์ ‘โควิด’ ที่เบรกทุกกิจกรรมในโลก รวมถึงมรดกโลก ยาวไปจนถึงปี 2565 โดยระหว่างนั้น ก็มีการ ‘ปรับปรุงแก้ไขเอกสาร’ ตามคำแนะนำของประธานคณะกรรมการมรดกโลกในไทย และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของยูเนสโกมากที่สุด

ต่อมา ในปี 2566 อภินันท์ เผือกผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ถามไปยังกรมศิลปากร ถึงความคืบหน้า หลังกาลเวลาล่วงผ่านถึง 10 ปีเต็ม นับแต่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น
พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราชในขณะนั้น (ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมศิลปากร) ชี้แจงและทำความเข้าใจถึงความพยายามในการเร่งรัดบูรณะวิหารต่างๆ และจุดสำคัญต่างๆ ในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร แต่ยืนยันว่า การบูรณะหรือไม่บูรณะ ไม่ได้มีผลต่อการเป็นมรดกโลก อีกทั้ง พูดคุยในประเด็นความชัดเจนของการบรรยายคุณค่าความโดดเด่นในระดับสากล การกำหนดขอบเขตมรดกโลก การบริหารจัดการสิทธิครอบครองที่มีข้อมูลอาจมีความเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เป็นต้น

ต่อมา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกได้มีมติเห็นชอบร่างเอกสารการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช เพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก กระทั่ง 28 มกราคมปีเดียวกัน คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้นำเสนอเอกสารขอประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) ฉบับสมบูรณ์ ของแหล่งวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราชไปยังคณะกรรมการยูเนสโก ตามที่เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ซึ่งเอกสารนำเสนอจะต้องจัดส่งให้ศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ภายในวันที่ 1 ก.พ.ของทุกปี เพื่อเข้าวงรอบการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก

ทั้งนี้ ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะประธานฝ่ายวิชาการ การจัดทำเอกสารประกอบการนำเสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เข้าสู่การเป็นมรดกโลก เปิดเผยต่อสื่อมวลชน โดยย้อนเล่าถึงหนึ่งในอุปสรรคที่นำไปสู่ความล่าช้าว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช นั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของวัด แตกต่างจากแหล่งอุทยานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาแล้ว ซึ่งอยู่ในการดูแลของกรมศิลปากร อธิบดีกรมศิลปากรมีอำนาจในการบริหารจัดการและดูแลพื้นที่ รวมถึงมีความพร้อมในการดูแล โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ในการดูแลทั้ง ประวัติศาสตร์ โบราณสถาน สถาปัตยกรรม การอนุรักษ์ เป็นต้น ขณะที่ กรณีของวัดพระมหาธาตุฯ นั้นการดูแลโดยวัด ซึ่งอาจดูแลได้ในบางด้าน เช่น การดูแลผู้ที่เดินทางมาเคารพบูชา หรือประกอบศาสนกิจทั่วไป แต่ในแง่ของการอนุรักษ์นั้นอาจไม่มีความพร้อมมากเพียงพอ

25 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.03 น. คณะกรรมการมรดกโลก ได้มีมติขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุฯ เป็นมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมี สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก คนที่หนึ่ง และหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก คนที่สาม และประธานคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมศิลปากร สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ และจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมการประชุม

ปิดจบภารกิจผลักดันวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช สู่มรดกโลก ที่ใช้เวลายาวนาน 13 ปี บวกๆ กับ 7 อธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่ยุค สหวัฒน์ แน่นหนา ยิงยาวมาอีก 6 อธิบดี ได้แก่ อเนก สีหามาตย์, บวรเวท รุ่งรุจี, อนันต์ ชูโชติ, ประทีป เพ็งตะโก, กิตติพันธ์ พานสุวรรณ ถึงอธิบดีคนล่าสุด ที่เพิ่งได้ต่ออายุราชการ อย่างพนมบุตร จันทรโชติ

สำหรับรายนามคณะผู้จัดทำเอกสาร ได้แก่
คณะผู้เขียน
1.รศ. ดร. วัณณสาส์น นุ่นสุข
ภาควิชาศิลปะ การออกแบบ และประวัติศาสตร์ศิลปะ California State University
2.รศ. ดร. วิรุจ ถิ่นนคร
คณบดีสำนักวิชาสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
3.ดร. ภัทรวรรณ พงศ์ศิลป์
นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี กรมศิลปากร

คณะผู้แปล
1.ดร. กมลทิพย์ คล้ายบ้านใหม่
รองคณบดีสำนักวิชาครุศาสตร์และศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
2.อาจารย์ทัศนีย์ ทัศระเบียบ
หัวหน้าสาขาวิชาภาษาอังกฤษ
สำนักวิชาครุศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์




