ดร.อุเทน ถอดรหัส แหวนทองคำ 2 พันปี แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ‘สุวรรณภูมิ’ แหล่งค้าขายสำคัญในประวัติศาสตร์

28.07.26 | 11:24 น.
แหวนทองคำ

ดร.อุเทน ถอดรหัส แหวนทองคำ 2 พันปี แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ‘สุวรรณภูมิ’ แหล่งค้าขายสำคัญในประวัติศาสตร์

 

“แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” กลายเป็นหมุดหมายทางโบราณคดี ที่ “ทั่วโลก” กำลังให้ความสนใจ หลังจากที่สร้างปรากฏการณ์ค้นพบกลองมโหระทึก ที่พบเป็น “ครั้งแรก” ของเพชรบุรี ตามมด้วยการค้นพบโครงกรพดูมนุษย์มากถึง 9 โครง ก่อนที่จะสร้างความฮือฮาด้วยการพบ “แหวนทองคำมีจารึก” รวมถึงเครื่องประดับทองคำต่างๆอีกมากมาย

โดยเฉพาะ “แหวนทองคำมีจารึก” ที่ ดร.อุเทน วงศ์สถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ให้คำอ่านไว้ว่า “ปุสรขิตส” พร้อมกับคาดการณ์ว่าแหวนมีอายุ 1,900-2,100 ปี!!

“มติชน” สัมภาษณ์ ดร.อุเทน วงศ์สถิตย์ ถึงเบื้องลึก เบื้องหลัง การอ่านจารึกแหวนทอง และความสำคัญทางประวัติศาสตร์จากการค้นพบในครั้งนี้

เบื้องหลังการอ่านจารึก “แหวนทองคำ”?

“สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ที่ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี ณ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี มีความจำเป็นที่จะเคลื่อนย้ายโครงกระดูก โครงที่ 4 หรือ ที่เรียกว่า กลุ่มที่ 4 ดร.นฤพล หวังธงชัยเจริญ คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้มีโอกาสได้ช่วยทำการขุดค้นเพื่อเคลื่อนย้ายในครั้งนี้ด้วย
เมื่อยกโครงกระดูกขึ้น ก็พบแหวนทองคำ 2 วง อยู่ใกล้กับโครงกระดูก “ทองคำ” ที่พบในแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ได้รับการชื่นชมมาก เพราะทองสวยมาก เมื่อล้างน้ำปรากฏสีสันชัดเจน สวยงาม เป็นทองที่คุณภาพดีมาก ซึ่งพบว่าหนึ่งในแหวนทองคำที่พบ มีตัวอักษรจารึกไว้อยู่ ทาง ดร.นฤพล จึงส่งมาให้ผมได้ลองอ่านดู

Advertisement

แรกๆที่เห็น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นตัวอักษรหรือไม่ อาจจะเป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง เพราะภาพที่ส่งมานั้นไม่ชัดเจน เมื่อได้ภาพที่ชัดเจนขึ้น อ่านเป็นคำว่า “ปุสรขิตส” หรือออกเสียงว่า “ปุด-สะ-ระ-ขิด-สะ” ตัวอักษรที่พบนั้นเก่ามาก เป็นอักษรพราหมีรุ่นต้นๆ ซึ่งตัวอักษรนี้ จะพบมากในแหล่งโบราณคดีประเทศอินเดีย และพบในประเทศไทยบางส่วน


เมื่ออ่านและวิเคราะห์กำหนดอายุแบบไวๆ คือ คาดการณ์ว่าแหวนวงนี้ มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 5-7 หรือประมาณ 1,900-2,100 ปีที่ผ่านมา ภาษาที่พบคือ “ภาษาปรากฤต” ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในจารึกประเทศอินเดียรุ่นเก่า ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นภาษาสันสกฤต โดยในทางจารึกศึกษานั้น นอกจาก “ตัวอักษร” แล้ว เราต้องดูลักษณะของ “ภาษา” ด้วยว่าเข้า-ขัดกันหรือไม่

เมื่อตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านภาษาโบราณของกรมศิลปากร ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมวิเคราะห์ไป และนำเผยแพร่ทางหน้าเพจเฟซบุ๊กของกรมศิลปากร จึงนำมาซึ่งความตื่นเต้นในวงการโบราณคดีทั้งในประเทศ ในระดับอาเซียน และในระดับโลก เพราะเป็นครั้งแรกที่เราเจอ “แหวนตรา” หรือ “แหวนตราประทับ” ที่เป็นของหายาก ทำจากทองคำ และที่สำคัญเป็นหลักฐาน หรือโบราณวัตถุที่พบในตำแหน่งเดิมและยังไม่ถูกเคลื่อนย้าย (in situ evidence) และเกิดจากการขุดค้นทางโบราณคดีอีกด้วยจึงมีลักษณะการเก็บข้อมูลทุกขั้นตอนเป็นอย่างดี ดังนั้นในวงการโบราณคดีระดับโลก ถือว่าเป็นหลักฐานชั้นหนึ่งในทางโบราณคดี”

แหวนตราคืออะไร และ ปุสรขิตส แปลว่าอะไร?

“สำหรับแหวนตรา จะแกะสลับด้าน ใช้สำหรับประทับตราบนสิ่งของที่อ่อนนุ่มกว่า ไม่ว่าจะเป็นครั่ง, ขี้ผึ้ง , ดินเหนียว เป็นต้น ใช้สำหรับระบบการค้าโบราณ โดยย้อนกลับไปหลายพันปีก่อน เรือสำเภา 1 ลำ ขนของเป็นจำนวนมาก การที่จะรู้ว่าสินค้าเป็นของใคร พ่อค้าแต่ละคนจะมีตราประจำของตนเอง โดยใช้วิธีการผูกห่อ ก่อนที่นำเชือกมาผูกและนำครั่ง หรือขี้ผึ้ง หรือดินเหนียว มากดที่ปมและประทับตรา ถ้ามีการแกะ ตราจะชำรุดและทำให้รู้ว่ามีคนมารื้อของ ดังนั้นแหวนตรา จึงเป็นของเฉพาะตนมาก

และเมื่ออ่านได้ว่า “ปุสรขิตส” เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาษาบาลี คือคำว่า “ปุสฺสรกฺขิตสฺส” ส่วนภาษาสันสกฤต คือ “ปุษฺยรกฺษิตสฺย” ซึ่งจะแปลว่า “ของบุคคลที่ชื่อว่าปุสรขิตะ” ความหมายของคำนี้ เป็นชื่อบุคคลก็จริง แต่จะมีความหมายตรงตัว แปลว่า ผู้ที่ถูกรักษาคุ้มครองโดยดาวปุษยะ

สำหรับดาวปุษยะหรือดาวฤกษ์ ที่มีความสำคัญในทางดาราศาสตร์ของอินเดีย “ดาวปุษยะ” เป็นหนึ่ง 1 ใน 27 ฤกษ์สำคัญ ซึ่งเป็นฤกษ์มงคล นับเป็นดาวดวงสำคัญ และการที่ชื่อของบุคคลท่านนี้ลงท้ายด้วย “รขิตส” เราพบตัวอย่างจารึกในประเทศอินเดียหลายแห่ง ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และบางที่อาจจะเก่ากว่าประมาณ 2,000 ปีขึ้นไปที่มีการลงท้ายด้วย “รขิตส” เหมือนกัน บางชื่อก็ปรากฏชื่อ “ปุสรขิตส” จึงสันนิษฐานว่าเป็นชื่อที่นิยมในอินเดียมากพอสมควร


อย่างไรก็ตาม ในอินเดียได้กำหนดรูปแบบการตั้งชื่อสมัยโบราณไว้ว่าแต่ละวรรณะ “ชื่อ” สมควรลงท้ายว่าอย่างไร

  • วรรณะพราหมณ์ คือ นักบวชและผู้รู้ สมควรที่จะความสงบ มีสติปัญญา จะนิยมใช้ “ศรมัน” แปลว่าผู้สงบ
  • วรรณะกษัตริย์ คือ ผู้ปกครองและนักรบ ต้องแสดงความเข้มแข็ง แสดงความคุ้มครองป้องกัน นิยมใช้ “วรมัน” แปลว่า เกราะคุ้มครองป้องกัน
  • วรรณะแพศย์ คือ พ่อค้าและเกษตรกร จะเน้นการรักษาความร่ำรวย รักษาทรัพย์สมบัติ นิยมใช้ “คุปตะ” แปลว่า รักษา ,”รักษิตะ” แปลว่า ผู้ได้รับการปกป้องคุ้มครอง

ดังนั้นผมจึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่าแหวนที่พบ อาจจะเป็นของคนในวรรณะแพศย์ (วรรณะพ่อค้า) ในสมัยโบราณ ซึ่งจะสอดคล้องกับลักษณะของแหวนซึ่งเป็นแหวนตราที่นิยมใช้ในการค้าเป็นหลัก”

 

การค้นพบนี้ได้รับความสนใจทั่วโลก?

“ใช่ครับ เพราะเป็นจุดเชื่อมโยงโบราณคดีโลก การค้าทางทะเล (Maritime Trade) มีบทบาทอย่างมากในการแพร่กระจายสินค้า วัฒนธรรม ศาสนา แต่ก่อนเมืองท่าที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือสุวรรณภูมิ ทั่วโลกจะรู้จัก แหล่งโบราณคดีเมืองโบราณออกแก้ว ประเทศเวียดนาม ที่มีการค้นพบโบราณวัตถุจากอินเดียและโรมันเป็นจำนวนมาก

ในส่วนแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ที่ได้รับการสนใจมาก เพราะมีอายุค่อนข้างเก่ากว่าเมืองโบราณออกแก้ว คือมีอายุ 2,000 ปีขึ้นไป ซึ่งการนับอายุนี้ เป็นการนับจากตัวจารึกบนแหวนเท่านั้น ยังไม่ได้ไปประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ และที่สำคัญแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญ เพราะก่อนที่จะเกิดเมืองท่าเมืองโบราณออกแก้ว ประเทศเวียดนาม นักโบราณคดีสงสัยว่าเส้นทางการค้าจะผ่านบริเวณ “คอคอดกระ” เป็นส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายูของประเทศไทย ไปอย่างไร

แผนที่ต้นแบบและแผนภูมิคอคอดกระ ฉบับนายเอดลองก์ วิศวกรชาวฝรั่งเศส ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้สำรวจคอคอดกระอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2424 ขอบคุณภาพจาก “ศิลปวัฒนธรรม”

ก่อนหน้าที่เราเจอหลักฐานที่มีการตราประทับอักษรพราหมีเหมือนกัน แต่ทุกครั้งจะเป็นการที่ชาวบ้านค้นพบโดยบังเอิญ ไม่ได้เป็นการค้นพบจากการขุดค้นทางโบราณคดี ดังนั้น แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จึงเป็นจุดเชื่อม จุดอธิบายของการค้าโลกโบราณได้อย่างดี

สิ่งที่ค้นพบแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง มีความเก่าแก่มากกว่า เมืองโบราณออกแก้ว เช่น แหวนตราประทับ เพราะแม้ในเวียดนามจะเจอแหวนตราประทับเช่นกัน แต่อายุน้อยกว่า พบแหวนตราตั้งแต่ราชวงศ์คุปตะเป็นต้นไป ไม่ได้เจอที่มีอายุ 2,000 ปี เหมือนที่ค้นพบแหล่งโบราณคดีดอนยายทองค้นพบ

ฉะนั้น รูปแบบจารึก เราจะเห็นถึงความสืบเนื่อง จุดที่อินเดียทำมาค้าขายจำนวนมาก น่าจะเป็นบริเวณคอคอดกระของไทย ก่อนที่จะขยับขึ้นไปที่เวียดนาม

การค้นพบแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง มีนัยยะ คือ ก่อนหน้านี้เรามักจะค้นพบแหล่งโบราณคดีอยู่ทางฝั่งอันดามัน เพราะเป็นฝั่งที่รับพ่อค้าจากอินเดียโดยตรง ในส่วนฝั่งอ่าวไทย มีการค้นพบบ้าง เช่น แหล่งโบราณคดีเขาเสก อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และแหล่งโบราณคดีเขาแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร แต่การพบแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี เป็นจุดเชื่อมสำคัญ และแสดงให้เห็นว่าความต้องการ
ทรัพยากรธรรมชาติ ที่สุวรรณภูมิมีชื่อเสียงด้าน เครื่องเทศและสมุนไพร

อย่างที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถศาสตร์ ถือเป็นตำราโบราณของอินเดียว่าด้วยรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการปกครอง ที่มีอายุกว่า 2,000 ปี ระบุว่า “ถ้าเป็นไม้กฤษณาที่มีคุณภาพดี ควรแก่การเก็บเข้าพระคลังหลวง จะต้องเป็นไม้กฤษณาจากสุวรรณภูมิเท่านั้น” แสดงให้เห็นว่ามีความต้องการทรัพยากรทางธรรมชาติมาก ทำให้กลุ่มคนที่อยู่บริเวณ “คอคอดกระ” เริ่มขยับฐานการค้า ตั้งเป็นชุมชน ซึ่งแหล่งโบราณคดีดอนยายทองนั้น ถือเป็นระดับชุมชนแน่นอน ส่วนจะเป็นระดับ “เมือง” หรือขึ้นระดับเป็น “เมืองท่า” หรือไม่ อาจจะต้องดูการค้นพบต่อไปในอนาคต

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จะสอดคล้องกับ แหล่งโบราณคดีบนบก (Inland Archaeological Site) คือ แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรีด้วย โดยแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร ค้นพบโดย นายเอียน ซี โกลเวอร์ (Ian C. Glover) นักโบราณคดีชาวอังกฤษผู้มีความเชี่ยวชาญในโบราณคดีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อน ตนเคยเจอและได้สนทนากับ นายเอียน โดย นายเอียนตั้งคำถามว่า ในแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร เจอหลักฐานโบราณวัตถุที่แสดงถึงอิทธิพลของอินเดียเก่าถึง 2,000 ปี แล้วทางด้านจารึกพบบ้างไหม? ณ ตอนนั้น เรายังไม่พบ แต่ปัจจุบันเราพบว่า จึงเป็นหมุดหมายสำคัญทางโบราณคดีที่น่าตื่นเต้นมาก

นายเอียน ซี โกลเวอร์ (Ian C. Glover) นักโบราณคดีชาวอังกฤษ

ถ้าเป็นวัสดุอย่างอื่นอาจไม่น่าสนใจ แต่นี่คือ “ทองคำ” ที่แสดงถึงมูลค่าการค้าที่มากเป็นพิเศษ และพ่อค้าที่ใส่แหวนทองนั้น จะต้องมีความร่ำรวยขนาดไหน จึงสมกับชื่อ “สุวรรณภูมิ” ในดินแดนแห่งนี้ ทั้งนี้มีนักวิชาการชาวต่างชาติ สงสัยเช่นกันว่า ทำไมสุวรรณภูมิได้รับการกล่าวถึงในวรรณคดีโบราณของอินเดีย ซึ่งมีการคิดและประมาณมูลค่าการค้าคร่าวๆ ไว้ว่าหลังจากที่พ่อค้านำของจากสุวรรณภูมิกลับไปขายดินแดนของตน จะได้รับกำไร 400 เท่า ซึ่งในวรรณคดีสันสกฤตระบุไว้เลยว่า “ใครมาค้าขายกับดินแดนสุวรรณภูมิ จะรวย 7 ชั่วโคตร” แม้กระทั่งวรรณกรรมชาดกเรื่องสำคัญที่คนไทยรู้จัก คือ “มหาชนกชาดก” ในเนื้อเรื่อง มหาชนก เดินทางมาสุวรรณภูมิเพื่อแสวงหาความมั่งคั่ง เพื่อจะไปกอบกู้ราชบัลลังก์ การค้นพบครั้งนี้ จะทำให้คนเข้ามาสนใจศึกษาบริเวณคอคอดกระมากขึ้น”

 

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ จากทั่วโลกให้ความสนใจ?

“แน่นอนครับ อย่างเช่น ประเทศอินเดีย ที่สนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่เคยค้นพบหลักฐานที่เป็นตัวอักษรพราหมีที่เก่าถึง 2,000 ปี นอกประเทศอินเดีย ถือเป็นครั้งแรกที่พบหลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดี และยังเป็น “แหวนตราประทับ” อีกด้วย จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ

แหวนวงนี้มีแง่มุมให้ศึกษาหลากหลาย เช่น ขนบธรรมเนียมแหวนตราของอินเดีย นักวิชาการส่วนใหญ่มักจะบอกว่าถิ่นกำเนิดมาจากเมโสโปเตเมีย เมื่อประมาณ 3,000-4,000 ปีก่อนคริสตกาล ขณะที่ทางอียิปต์ ก็ปรากฏการใช้แหวนตรา ประมาณ3,000 ปีก่อนคริสตกาล หรือจะเป็นทางกรีก-โรมัน ก็มีการใช้เช่นกัน

ซึ่งในอินเดียนั้น เจอหลักฐานในวรรณคดีสันสกฤต ในรามายณะ ในตอนที่ส่งหนุมาน ลอบเข้ากรุงลงกาเพื่อพบนางสีดา ที่ถูกทศกัณฐ์ ลักตัว ทำอย่างไรถึงจะให้นางสีดาทราบว่าหนุมาน คือ ทหารของพระราม ทางพระราม จึงถอดแหวนตราสลักพระนามพระราม (รามมุทรา) ให้หนุมานยืนยันตัวตน

หรือใน วรรณคดีมุทรากษส เป็นวรรณคดีที่แต่งโดยใช้เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น ในสมัยตั้งราชวงศ์เมารยะ แหวนตราถูกลดทอนนัยโรแมนติกลง แต่ถูกยกสถานะให้เป็นอาวุธในสงครามจิตวิทยา จาณักยะ เสนาธิการแห่งราชวงศ์เมารยะ ได้ใช้แหวนตราที่ยึดมาจากอมาตย์รากษส (เสนาบดีฝั่งตรงข้าม) มาทำการปลอมแปลงเอกสารราชการและปิดผนึกด้วยตราประทับนั้น เพื่อสร้างความแตกแยกในหมู่พันธมิตรของศัตรู วรรณกรรมเรื่องนี้สะท้อนภาพความเป็นจริงในเชิงประวัติศาสตร์ว่า ผู้ใดที่ครอบครองหรือเข้าถึงแหวนตราประจำตำแหน่ง ผู้นั้นย่อมสามารถสวมสิทธิ์ในการสั่งการกองทัพและกุมอำนาจรัฐบริหารไว้ได้ทั้งหมด

ฉะนั้นในอินเดีย จะเห็นธรรมเนียมการใช้มาอย่างยาวนานแล้ว อย่างน้อยประมาณ 2,000-3,000 ปี อีกทั้งเทคนิคการทำก็มีความน่าสนใจ ถ้าสังเกตที่ท้องแหวนจะเห็นรอยตีเหมือนกับเป็นรอยย่น ซึ่งเป็นลักษณะการทำแหวนเฉพาะตัว โดยแหวนตราจากอินเดียภาคใต้ ก็จะพบเช่นเดียวกัน โดยเป็นเทคนิคการหล่อเฉพาะตัวของช่าง ลักษณะการตีเป็นแผ่นทำให้ใช้น้ำหนักทองน้อย แต่ใช้ทักษะช่างสูง ซึ่งเป็นเทคนิคที่พบในทางตะวันตกก่อน และยังพบว่าทางกรีกโรมันใช้เช่นกัน และแหวนที่มีอายุเก่าถึง 2,000 ปี ไม่ได้เจอง่ายๆ แต่มาเจอที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ทำให้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และน่าศึกษามาก”