วธ.เผยผลซูเปอร์โพล ‘ผ้าไทย’ แชมป์สินค้าวัฒนธรรม ต่างชาตินิยมพุ่ง 67.1% เร่งดันตลาดโลก
เมื่อวันที่ 30 กันยายน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้บูรณาการความร่วมมือกับบริษัท ซูเปอร์โพล จำกัด จัดทำ ‘โครงการศึกษาความต้องการของผู้บริโภคชาวต่างชาติด้านผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT)’ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 350 คน จาก 5 ประเทศเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ในพื้นที่ 10 จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อนำข้อมูลมาขับเคลื่อนนโยบาย ‘ไท ไทย : สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน’

น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า เปิดตัวเลขโพล ผ้าไทยครองอันดับ 1 ความสนใจตลาดขานรับ ‘รากวัฒนธรรมดั้งเดิม’ ผลการศึกษาพบสัญญาณเชิงบวกอย่างยิ่ง โดยเมื่อสำรวจความสนใจต่อกลุ่มสินค้าวัฒนธรรมไทย อันดับ 1 ผ้าไทย (ผ้าทอ) ได้รับความสนใจสูงสุดถึง ร้อยละ 67.1 , อันดับ 2 สมุนไพรไทย ร้อยละ 53.1 , อันดับ 3 เครื่องประดับ/ของตกแต่งมงคล ร้อยละ 36.0 นอกจากนี้ ในมิติของรูปแบบผลิตภัณฑ์ นักท่องเที่ยวต่างชาติถึง ร้อยละ 60.9 ระบุว่าชื่นชอบ ‘ผลิตภัณฑ์ไทยแบบดั้งเดิม’ ขณะที่ ร้อยละ 39.1 ชื่นชอบ ‘ผลิตภัณฑ์ไทยร่วมสมัย’ ซึ่งสะท้อนว่าอัตลักษณ์ดั้งเดิมของไทยคือจุดขายที่ทรงพลัง ไม่จำเป็นต้องตัดทอนรากเหง้าเพื่อเอาใจตลาด แต่ต้อง รักษาแก่นแท้ แล้วปรับรูปแบบให้เข้ากับการใช้งานของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
“ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ศักยภาพตลาดสูงถึง 71.2% และสถิติซื้อซ้ำ 94.0% เพื่อสร้างความชัดเจนในเชิงตัวเลขทางการตลาด ผลการศึกษาได้จำแนกกลุ่มผู้บริโภคออกเป็น 2 ระดับ ฐานผู้บริโภคศักยภาพรวม (ร้อยละ 71.2) ประกอบด้วย กลุ่มที่เคยซื้อสินค้า CPOT แล้ว ร้อยละ 44.9 และกลุ่มที่ยังไม่เคยซื้อแต่มีความสนใจ ร้อยละ 26.3 ความตั้งใจซื้อซ้ำของกลุ่มเป้าหมายหลัก (ร้อยละ 94.0) เมื่อเจาะลึกเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์ตรงหรือสนใจซื้อ CPOT จำนวน 249 คน พบว่ามีถึง 234 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 94.0 ที่ยืนยันว่าจะ “ตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ CPOT ซ้ำอีกหลังเดินทางกลับประเทศ” ขณะที่มีเพียงร้อยละ 6.0 เท่านั้นที่ไม่ตั้งใจซื้อซ้ำ” น.ส.ซาบีดา กล่าว
น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า เผย Insight สำคัญ สินค้าสร้างภาพจำกับสินค้าสร้างรายได้ซื้อซ้ำ คนละกลุ่มกัน ซึ่งข้อค้นพบสำคัญสำหรับการวางกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสาร คือการแยกบทบาทของสินค้า สินค้าสร้างภาพจำและดึงดูดความสนใจ (First Impression) นำโดย ผ้าทอ (ร้อยละ 67.1) สินค้าที่ซื้อบ่อยและเกิดการซื้อซ้ำต่อเนื่อง (Repeat Purchase) อันดับ 1 คือ อาหาร ขนม และเครื่องดื่ม (ร้อยละ 41.8) รองลงมาคือ สมุนไพรไทย (ร้อยละ 26.1) และ ผ้าทอ (ร้อยละ 19.3)

“ผลวิเคราะห์นี้ทำให้ วธ. วางยุทธศาสตร์การบริหารผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ ‘พอร์ตวัฒนธรรม’ (Cultural Portfolio) โดยใช้ผ้าไทยและงานคราฟต์ทำหน้าที่สร้างภาพจำและอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของประเทศ ขณะเดียวกันใช้กลุ่มอาหาร สมุนไพร และสินค้าใช้สอย เป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หมุนเวียนและสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องหลังเดินทางกลับประเทศ” น.ส.ซาบีดา กล่าว
น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า จากมรดกบรรพบุรุษ สู่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนสู่ตลาดโลกการศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นอุปสรรคสำคัญที่ วธ. ต้องเร่งแก้ปัญหา คือระบบการเชื่อมต่อการซื้อขายหลังนักท่องเที่ยวเดินทางกลับ โดยพบว่านักท่องเที่ยวบางส่วนยังเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ยาก หรือขาดช่องทางออนไลน์และระบบจัดส่งสากลที่สะดวก ซึ่ง วธ. ได้นำผลวิเคราะห์นี้ไปขยายผลทันทีผ่านการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘จากทุนวัฒนธรรม สู่ตลาดโลก: พัฒนาศักยภาพชุมชนและผู้ประกอบการ’ เพื่อยกระดับระบบนิเวศการค้าวัฒนธรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สิ่งที่บรรพบุรุษส่งมอบไว้ ไม่ได้มีไว้เพียงจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ แต่คือสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่พร้อมจะไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรมนับจากนี้ คือการเปลี่ยนทุนวัฒนธรรมให้เป็นอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง และนำพาผลิตภัณฑ์จากชุมชนไทยออกสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าชมและดาวน์โหลดรายงานผลสำรวจฉบับเต็มได้ที่ https://ccdg.m-culture.go.th/th/db_129_ccdg_7





