รายงาน : ปักหมุด… ‘เบียนนาเล่ ระยอง’ เชื่อมเมือง-ศิลปะ-ชุมชน

3.10.26 | 09:00 น.

ระยอง ในภาพจำของคนทั่วไปอาจเป็นเมืองอุตสาหกรรม เมืองโรงงาน เมืองเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นเมืองชายทะเล เมืองประมง เมืองเกษตร และมีรากทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนที่หลากหลาย จึงเป็นเรื่องท้าทาย ระหว่างการผสมผสานศิลปะร่วมสมัย ให้เข้ากับความเป็นเมือง “ระยอง” ในมิติที่มากกว่าเมืองอุตสาหกรรม…


ทั้งหมดนี้ คือโจทย์ของ Thailand Biennale, Rayong 2027 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 5 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในพื้นที่ จังหวัดระยอง ระหว่างเดือนธันวาคม 2570-เมษายน 2571 รวมระยะเวลา 5 เดือน โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ร่วมกับจังหวัดระยอง

ครั้งนี้ สศร.เปิดตัว นายจิระเดช มีมาลัย และ นางพรพิไล มีมาลัย สองศิลปินผู้ก่อตั้ง Baan Noorg Collaborative Arts & Culture หรือ “บ้านนอก” จากชุมชนหนองโพ จังหวัดราชบุรี รับหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ พร้อมทีมภัณฑารักษ์ ได้แก่ เอมิลี ชิน-เจี๋ย ลี, เกชยาดา ซิเรการ์ และชูคิ อิมะมุระ ภัณฑารักษ์ชาวญี่ปุ่น แนวคิดของเบียนนาเล่ระยองครั้งนี้ใช้ชื่อว่า “สิน-สมุทร กระแส” ซึ่งมีความหมายมากกว่าการหยิบตัวละครจากวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่มาเป็นภาพแทน

Advertisement
นายจิระเดช มีมาลัย

นายจิระเดช กล่าวว่า เราค้นคว้าหาข้อมูล จังหวัดระยอง ที่หลากหลาย เพื่อสร้างแผนโครงการที่มีความเป็นไปได้เข้ากับจังหวัดระยอง จากการเริ่มศึกษา ค้นคว้า พบคุณค่าและมูลค่าที่แฝงอยู่ในจังหวัด แฝงอยู่ในวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ระยองเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ECC สร้างรายได้อันดับต้นๆ ให้ประเทศ แนวคิด สิน-สมุทร สามารถมองได้ 2 นัย มองในแง่วรรณกรรมของสุนทรภู่ แต่จริงๆ ที่ค้นหาอาจไม่ใช่ตัวละครในวรรณคดีเท่านั้น แต่คือจุดที่น้ำกร่อยและน้ำเค็มมาจบกันสร้างคุณค่าให้กับพื้นที่จังหวัดระยอง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ วิถีวัฒนธรรม และเกษตรกรรม รวมถึงพื้นที่ทะเล ประมงชายฝั่งที่มีศักยภาพ

พื้นที่ระยองยังค้นพบก๊าซธรรมชาติ ตั้งโรงแยกก๊าซ ทำให้เกิดคำขวัญ หรือ Motto สมัยพลเอกเปรม โชติช่วงชัชวาล คำว่า “สินสมุทร” จึงมีคุณค่าไม่ใช่แค่ตัวละคร แต่คือความเป็นจริงที่ระยองมีทั้งสองสิ่งในเวลาเดียวกัน ให้นึกถึงภาพป่าโกงกาง เชื่อมน้ำจืดกับเค็ม ทีมผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์และภัณฑารักษ์พยายามค้นหาและตั้งคำถาม ก่อนพัฒนาให้ออกมาเป็นแนวคิดเชิงคุณค่า คุณภาพ มูลค่า เพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้คนได้ทั่วโลก
“Thailand Biennale, Rayong 2027 เริ่มขับเคลื่อนและทำงานร่วมกับคนและชุมชน เมื่อถึงเดือนธันวาคม 2570 เชื่อว่า “สิน-สมุทร กระแส” ที่มีการสื่อสารจากฐานรากขึ้นไป ศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะจากบริบทของพื้นที่จะสร้างประสบการณ์ให้กับนานาชาติได้อย่างมีคุณค่า ระยองจะเปล่งประกายฉายภาพที่ชัดเจน ผู้คนที่เดินทางมาชมจะได้เห็นศักยภาพของระยอง

นางพรพิไล มีมาลัย

ด้าน นางพรพิไล กล่าวว่า เราคัดเลือกทีมภัณฑารักษ์ที่มีความสามารถเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จ ทั้ง 3 ภัณฑารักษ์ มีความรู้ความเชี่ยวชาญทำงานหลายมิติ โดยเฉพาะการนำชุดความรู้ที่มีอยู่มาเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ส่วนชูคิ อิมะมุระ ภัณฑารักษ์ญี่ปุ่นมีความชำนาญเรื่องของเมืองและทำงานวิจัยเชิงทัศนศิลป์ ซึ่งทีมภัณฑรักษ์และทีม “บ้านนอก” จากชุมชนหนองโพ จังหวัดราชบุรี จะทำงานร่วมกับ สศร. จังหวัดระยอง วัฒนธรรมจังหวัดระยอง สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน อุตสาหกรรมในพื้นที่ เป็นที่มาธีม “สิน-สมุทร กระแส”

“กระแส ในที่นี้หมายถึง ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วจะบรรจบกันได้อย่างไรผ่านการทำงานรูปแบบงานทัศนศิลป์และศิลปะร่วมสมัย รูปแบบการทำงานศิลปินไทยและศิลปินนานาชาติกว่า 60 ชีวิต จะกระจายและฝังตัวในอำเภอต่างๆ ของระยอง แต่ละอำเภอมีความพร้อมและมีศักยภาพ อีกครั้งจะจัดอบรมเชิงปฏิบัติการและพัฒนาผลงานสร้างสรรค์ไปพร้อมกับชุมชนรวมถึงมีแพลตฟอร์มที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อถอดความรู้คู่ขนานกับกิจกรรมทางการศึกษาโดยคำนึงถึงเบียนนาเล่ระยองจะส่งผลเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไฮไลต์เป็นผลงานที่ทำขึ้นมาจากความร่วมมือของชุมชนกับศิลปินที่เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ รวมถึงผลงานแสดงถึงความสมบูรณ์ของทรัพยากรในจังหวัดระยอง” นางพรพิไล กล่าว

ขณะที่ นายวรวุฒิ ด่านสมพงษ์ วัฒนธรรมจังหวัดระยอง ระบุว่า จังหวัดเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างการบริหาร งบประมาณ การประชาสัมพันธ์ การสร้างการรับรู้ และการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายศิลปิน ขณะเดียวกัน จะมีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการ Thailand Biennale, Rayong 2027 เพื่อเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับงาน แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญของจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงเทศกาลศิลปะเข้ากับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างการรับรู้ทั้งในกลุ่มคนระยอง คนจากจังหวัดอื่น และนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมต้องการใช้มหกรรมศิลปะครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพลิกภาพของระยอง จากเมืองอุตสาหกรรมไปสู่เมืองที่สามารถเชื่อมโยง “อุตสาหกรรม-สิ่งแวดล้อม-ศิลปะ” เข้าด้วยกัน

ความสำเร็จของเบียนนาเล่ระยองอาจไม่ได้วัดเพียงจำนวนศิลปินต่างชาติ จำนวนผู้ชม หรือความยิ่งใหญ่ของงาน หากต้องวัดจากการที่ระยองได้เห็นบ้านของตัวเองในมุมใหม่ และผู้ที่เดินทางเข้ามาได้เห็นว่า เมืองที่ถูกจดจำในฐานะฐานอุตสาหกรรมแห่งนี้ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายซ่อนอยู่ ให้น่าจดจำ…