นักวิชาการ สรุปให้ ‘ทำไมจึงว่า สมัยอยุธยาไม่มีเห่เรือ’ แนะระวัง นำคำแปลเอกสารต่างชาติมาใช้แบบ ‘ไม่เช็กต้นฉบับ’
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน สืบเนื่องกรณีกระแสการถกเถียงเรื่องการ ‘เห่เรือ’ สมัยอยุธยา ว่ามีจริงหรือไม่นั้น ดร.ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่บทความ ‘ทำไมจึงว่า #สมัยอยุธยาไม่มีเห่เรือ’
ดร.ยุทธพงศ์ระบุว่า ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย คือข้อถกเถียงว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการเห่เรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคแล้วหรือไม่ หรือการเห่เรือพระราชพิธีที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เพิ่งเกิดขึ้นและพัฒนารูปแบบในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายโดย นายสุจิตต์ วงษ์เทศ ผ่านบทความเรื่อง ‘มีลอยโคม มีเสด็จทางชลมารค แต่ไม่มีเห่เรือ ยุคอยุธยา’ และข้อเขียนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยนายสุจิตต์เสนอว่า แม้สมัยอยุธยาจะมีขบวนเรือพระราชพิธี มีการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค และมีวรรณกรรมกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร #แต่ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีการขับเห่เรือในกระบวนเรือพระราชพิธีเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกันในปัจจุบัน
ดร.ยุทธพงศ์ระบุต่อไปว่า ข้อเสนอนี้มีผู้โต้แย้ง โดยนำหลักฐานจากจดหมายเหตุชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มาแสดงให้เห็นว่า กระบวนเรือหลวงในสมัยอยุธยาไม่ได้มีเพียงความยิ่งใหญ่ด้านจำนวนเรือ และความวิจิตรของเรือพระที่นั่งเท่านั้น แต่ยังมีเสียงร้องและเสียงเพลงประกอบการพายเรือด้วย เมื่อนำหลักฐานทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบกันอย่างละเอียด จะพบว่ามีหลายประเด็นที่ต้องแยกแยะ เพื่อไม่ให้เข้าใจประวัติศาสตร์คลาดเคลื่อนไปจากเอกสารต้นฉบับ

จากนั้น ดร.ยุทธพงศ์อธิบายเป็นข้อๆ โดยข้อแรกอ้างถึงคำกล่าวที่ว่า กระบวนเรือพระราชพิธีในสมัยอยุธยามีอยู่จริง และยิ่งใหญ่มาก ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะมีบันทึกของชาวต่างชาติหลายคนที่เดินทางเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บรรยายความยิ่งใหญ่ของกระบวนเรือหลวงไว้อย่างละเอียด อาทิ ปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต (Pierre Lambert de la Motte) บันทึกการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคของสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2216 กล่าวถึงเรือแห่ตามเสด็จกว่า 200 ลำ มีทั้งเรือของขุนนางและเจ้านาย ตลอดจนเรือที่ประดับทองคำอย่างวิจิตรตระการตา
อาแล็กซ็องดร์ เดอ โชมง (Alexandre de Chaumont) ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.2228 ก็บรรยายถึงกระบวนเรือรับพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ว่ามีเรือจำนวนมาก ทั้งเรือกิ่ง เรือขุนนาง และเรือที่จัดเป็นกระบวนอย่างเป็นระเบียบ
“หลักฐานเหล่านี้ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า อยุธยามีประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคที่ยิ่งใหญ่ มีการจัดกระบวนเรืออย่างวิจิตรพิสดาร และมีผู้คนจากหลากหลายชาติภาษาเข้ามาชมพระบารมีตามริมฝั่งแม่น้ำ อย่างไรก็ตาม ต้องแยกคำสองคำนี้ออกจากกันก่อน คือ แห่เรือ กับ เห่เรือ
แห่เรือ หมายถึง การจัดกระบวนเรือให้เคลื่อนที่ไปด้วยกัน ส่วน เห่เรือ หมายถึงการขับร้องหรือเปล่งเสียงเป็นทำนองและจังหวะประกอบการพายเรือ ดังนั้น การมีขบวนเรือหลวงที่ยิ่งใหญ่ จึงไม่ได้ยืนยันด้วยตัวเองว่ามีการขับเห่เรือประกอบอยู่ด้วย” ดร. ยุทธพงศ์อธิบาย
จากนั้น ดร. ยุทธพงศ์ ยกประเด็นหลักฐานของบาทหลวงตาชาร์ด กับปัญหาการแปลคำว่าเสียงเห่ โดยระบุว่า หลักฐานที่ถูกนำมาโต้แย้งสุจิตต์มากที่สุดชิ้นหนึ่ง คือบันทึกของบาทหลวงกีย์ ตาชาร์ด (Guy Tachard) นักบวชชาวฝรั่งเศส ซึ่งตีพิมพ์หนังสือ Voyage de Siam ใน พ.ศ. 2229 ซึ่งตาชาร์ดบรรยายถึงกระบวนเรือหลวงที่มีเรือบัลลังก์ประมาณ 150 ลำ รวมกับเรืออื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก จนเต็มแม่น้ำและเป็นภาพที่งดงามอย่างยิ่ง ตอนหนึ่งเขากล่าวถึงเสียงร้องของฝีพายว่า
…”Les cris de joye souvent redoublez que poussoient les rameurs, selon la coutume des Siamois…”
มีความหมายว่า เสียงร้องด้วยความยินดี ที่ฝีพายส่งเสียงซ้ำๆ ตามธรรมเนียมของชาวสยาม
จุดนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังในการแปล เพราะคำว่า cris ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึงเสียงร้องหรือเสียงตะโกน ส่วน de joye หมายถึงด้วยความยินดี และ rameurs หมายถึงฝีพาย ข้อความดังกล่าว จึงหมายถึงเสียงร้อง หรือเสียงโห่ร้องของฝีพาย ไม่ได้ระบุโดยตรงว่าเป็น ‘การขับเห่เรือ’ ที่สำคัญ ต้นฉบับไม่ได้ใช้คำว่า chant ซึ่งหมายถึง การร้องเพลง และไม่ได้อธิบายว่า มีต้นเสียงร้องนำแล้วลูกคู่รับตามแบบแผนการเห่เรือ ดังนั้น การนำข้อความนี้มาแปลว่า ‘เสียงเห่แสดงความยินดีตามธรรมเนียมนิยมของชาวสยาม’ จึงอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจเกินไปว่าเป็นหลักฐานยืนยันการเห่เรือในรูปแบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ดร. ยุทธพงศ์ กล่าวถึง หลักฐานของลาลูแบร์ที่สะท้อนว่าแม่น้ำในกรุงศรีอยุธยาไม่ได้เงียบเชียบ แต่มีการใช้เสียงร้อง หรือเสียงที่เป็นจังหวะประกอบการพาย เพื่อให้ฝีพายสามารถจุ่มพายลงน้ำและเคลื่อนไหวได้พร้อมเพรียงกันอย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเพียงพอที่จะสรุปว่า เป็น ‘การเห่เรือ’ ตามแบบแผนพระราชพิธี
“อีกหลักฐานหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาเพิ่มเติม คือบันทึกของซีมง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de La Loubère) ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในหนังสือ Du Royaume de Siam ซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1691 ลาลูแบร์กล่าวถึงเรือบาลง (Balon) และการพายเรือของชาวสยาม โดยมีข้อความว่า chantent, ou font des cris mesurez มีความหมายว่า ฝีพายร้องเพลง หรือเปล่งเสียงร้องเป็นจังหวะ ข้อความนี้ปรากฏในช่วงบรรยายเรื่องเรือและการพายเรือ
หลักฐานชิ้นนี้มีความสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่า การพายเรือของชาวสยามในสมัยอยุธยา ไม่ได้มีเพียงการออกแรงพายอย่างเงียบๆ แต่มีการใช้เสียงร้อง หรือเสียงที่เป็นจังหวะประกอบการพาย เพื่อให้ฝีพายสามารถจุ่มพายลงน้ำและเคลื่อนไหวได้พร้อมเพรียงกัน
อย่างไรก็ตาม ลาลูแบร์ไม่ได้ระบุว่าฝีพายร้องเพลงอะไร ใครเป็นผู้ร้องนำ มีลูกคู่รับหรือไม่ และมีเนื้อร้องหรือทำนองอย่างไร เราจึงยังไม่ควรเรียกเสียงร้องดังกล่าวว่าเป็น การเห่เรือตามแบบแผนพระราชพิธีในปัจจุบัน เพราะเอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเพียงพอที่จะสรุปเช่นนั้น
แต่สิ่งที่กล่าวได้อย่างมั่นใจคือ มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยันว่า ชาวสยามใช้เสียงร้อง หรือเสียงเป็นจังหวะประกอบการพายเรือจริง ประเด็นนี้จึงช่วยเติมภาพประวัติศาสตร์ให้สมบูรณ์ขึ้น กล่าวคือ แม้เราจะยังไม่พบหลักฐานการเห่เรือในกระบวนพระราชพิธีตามรูปแบบปัจจุบัน แต่ก็ไม่ควรทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยอยุธยาเงียบสนิท” ดร.ยุทธพงศ์กล่าว
จากนั้น ดร. ยุทธพงศ์ ยกประเด็น ‘กาพย์เห่เรือ’ ของเจ้าฟ้ากุ้ง ว่าไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ามีการเห่เรือพระราชพิธี
“อีกประเด็นหนึ่งที่มักนำมาใช้ยืนยันว่าอยุธยามีการเห่เรือ คือพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เรื่องนี้ต้องแยกข้อเท็จจริงออกเป็นสองส่วน ข้อเท็จจริงประการแรก คือ สมัยอยุธยามีวรรณกรรมกาพย์เห่เรืออยู่จริง และพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรถือเป็นบทเห่เรือเก่าที่สุดที่มีหลักฐานสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
ในพระนิพนธ์มีถ้อยคำว่า ร้องโห่โอ้เห่มา ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า ในยุคนั้นน่าจะมีการร้องเห่ประกอบการพายเรืออยู่แล้ว แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจมองได้ว่าเป็นการใช้ลีลาภาษากวีเพื่อพรรณนาภาพกระบวนเรือ โดยเลียนแบบเสียงร้องหรือเสียงเห่ที่ผู้คนคุ้นเคย จึงยังไม่อาจใช้ข้อความดังกล่าวเป็นหลักฐานเด็ดขาดว่ามีการเห่เรือในกระบวนเรือพระราชพิธีจริงข้อเท็จจริงประการที่สอง คือ การมีบทประพันธ์ชื่อกาพย์เห่เรือ ไม่ได้ยืนยันว่าบทประพันธ์นั้นถูกนำไปใช้ขับร้องในกระบวนเรือพระราชพิธีจริง เรื่องนี้มีคำอธิบายที่น่าสนใจในสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เรื่องศิลปะการเห่เรือ โดยระบุว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพระนิพนธ์ดังกล่าวแต่งขึ้นเพื่อใช้เห่เรือพระที่นั่งในพระราชพิธีใดโดยเฉพาะ
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เรามีหลักฐานยืนยันว่า มีกาพย์เห่เรือในสมัยอยุธยา แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าพระนิพนธ์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ขับเห่ในกระบวนเรือพระราชพิธี” ดร. ยุทธพงศ์กล่าว

ดร.ยุทธพงศ์ อธิบายต่อไปถึงพัฒนาการการเห่เรือพระราชพิธีในสมัยรัตนโกสินทร์ ว่ามีงานวิชาการที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องได้ชัดเจนขึ้น คือบทความวิจัยของธีรพัฒน์ พูลทอง เรื่อง ‘สารัตถะของกาพย์เห่เรือ : การสืบสรรค์และการปรับประยุกต์’ตีพิมพ์ในวารสารภาษาและวรรณคดีไทย เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2567 ได้ศึกษาพัฒนาการของกาพย์เห่เรือในแต่ละยุคสมัย
“งานวิจัยดังกล่าวอธิบายว่า ในระยะแรกตั้งแต่พระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรจนถึงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 กาพย์เห่เรือมีลักษณะเป็นงานประพันธ์เชิงนิราศและพรรณนาเพื่อสำเริงอารมณ์ของกวี
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงมีการนำกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรไปประยุกต์ใช้ในพระราชพิธีลอยพระประทีป เพื่อประกอบการบูชาพระรัตนตรัย และการจุดพระประทีป และพัฒนาต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงจัดให้มีการเห่เรือพระราชพิธีเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ และเผยแพร่ให้ประชาชนได้ชม ในงานพระพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
จากนั้นการเห่เรือจึงพัฒนามาเป็นบทสรรเสริญพระเกียรติพระมหากษัตริย์ และมีรูปแบบที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
จุดนี้ทำให้เห็นว่า การเห่เรือในวัฒนธรรมไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่มีการปรับเปลี่ยนและสร้างสรรค์ขึ้นตามบริบทของแต่ละยุคสมัย จึงอาจกล่าวได้ว่า การนำกาพย์เห่เรือมาใช้ในพระราชพิธี และการพัฒนาเป็นการเห่เรือพระราชพิธีในรูปแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันนั้น เป็นพัฒนาการสำคัญของสมัยรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยืนยันได้ว่ามีรูปแบบเดียวกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา” ดร. ยุทธพงศ์กล่าว

ในตอนท้าย ดร. ยุทธพงศ์ วิเคราะห์สรุปประเด็นคำถามที่ว่า สมัยอยุธยามีการเห่เรือหรือไม่ โดยระบุว่า เมื่อรวบรวมหลักฐานทั้งหมดมาพิจารณา เรื่องนี้ควรสรุปอย่างเป็นธรรมกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ดังนี้
ประการแรก สมัยอยุธยามีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคอย่างแน่นอน
ประการที่ 2 มีหลักฐานจากตาชาร์ดและลาลูแบร์ว่า ฝีพายในสมัยอยุธยามีการส่งเสียงร้องหรือร้องเพลงประกอบการพายเรือ บางข้อความยังระบุว่าเป็นเสียงร้องที่มีจังหวะ เพื่อให้ฝีพายเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกัน
ประการที่ 3 มีวรรณกรรมกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรในสมัยอยุธยา แต่ยังไม่มีหลักฐานตรงยืนยันว่าพระนิพนธ์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ขับเห่ในกระบวนเรือพระราชพิธี
ประการที่ 4 ยังไม่มีเอกสารหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่า ในสมัยอยุธยามีการเห่เรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคด้วยรูปแบบต้นเสียงนำและลูกคู่รับ หรือรูปแบบพระราชพิธีเช่นเดียวกับที่สืบทอดกันมาในสมัยรัตนโกสินทร์
ประการที่ 5 มีงานวิจัยสนับสนุนว่าการนำกาพย์เห่เรือมาใช้ในพระราชพิธีและการพัฒนาการเห่เรือเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นพัฒนาการสำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา
“ดังนั้น หากถามว่าในสมัยอยุธยามีการเห่เรือหรือไม่ คำตอบที่ตรงกับหลักฐานมากที่สุดในขณะนี้ คือ เรายังไม่มีเอกสารหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่ามีการเห่เรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคตามรูปแบบพระราชพิธีที่สืบทอดมาในสมัยรัตนโกสินทร์ แต่ก็ไม่ควรสรุปกลับไปอีกด้านหนึ่งว่า ชาวอยุธยาไม่รู้จักการเห่ ไม่เคยร้องเพลง หรือไม่มีการใช้เสียงให้จังหวะในการพายเรือ เพราะหลักฐานของลาลูแบร์และตาชาร์ดแสดงให้เห็นว่า บนสายน้ำในสมัยอยุธยามีเสียงร้องของผู้คนอยู่จริง
ข้อสังเกตที่สำคัญอีกประการหนึ่ง การที่ยังไม่พบหลักฐานของการเห่เรือในกระบวนพระราชพิธี ไม่ได้หมายความว่า การร้องและการให้จังหวะบนเรือเพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ เราอาจกำลังเห็นพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่ค่อยๆ เชื่อมโยงกัน จากการร้องเพลงหรือเปล่งเสียงเป็นจังหวะของฝีพาย ไปสู่การสร้างสรรค์บทประพันธ์กาพย์เห่เรือ และต่อยอดเป็นศิลปะการขับเห่เรือในพระราชพิธีที่มีแบบแผนชัดเจนในยุคหลัง
อย่างไรก็ตาม เส้นทางพัฒนาการดังกล่าว ยังเป็นเรื่องที่ต้องค้นคว้าหาหลักฐานเพิ่มเติม ไม่ควรสรุปว่า มีความต่อเนื่องเป็นลำดับโดยไม่มีเอกสารรองรับ” ดร.ยุทธพงศ์ระบุ
จากนั้น ดร.ยุทธพงศ์ระบุด้วยว่า สิ่งที่ควรระวังคือการนำคำว่า ‘แห่เรือ’ กับ ‘เห่เรือ’ มาปะปนกัน รวมถึงการนำคำแปลเอกสารภาษาต่างประเทศมาใช้โดยไม่ตรวจสอบความหมายของต้นฉบับ เพราะคำว่า เสียงร้อง เสียงโห่ หรือเสียงร้องเป็นจังหวะ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการขับเห่เรือตามแบบแผนพระราชพิธีเสมอไป
“ประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเก่าแก่ไปเสียทุกเรื่อง และการค้นพบว่าประเพณีบางอย่างมีพัฒนาการในยุคหลัง ก็ไม่ได้ทำให้ประเพณีนั้นมีคุณค่าน้อยลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับทำให้เราเข้าใจความสามารถของคนในแต่ละยุคที่ร่วมกันสร้างสรรค์และสืบทอดวัฒนธรรมไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อยุธยาอาจมีเสียงร้องบนสายน้ำ แต่เรายังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการเห่เรือในกระบวนพระราชพิธีตามแบบแผนที่เรารู้จักในปัจจุบัน
การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ดี ไม่ใช่การพยายามทำให้ทุกสิ่งเก่าแก่ที่สุด แต่คือการทำความเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง และสืบทอดมาอย่างไร” ดร.ยุทธพงศ์ทิ้งท้าย

