ไม่ใช่แค่ไฟไหม้ฟางอย่างที่หลายฝ่ายเคยสบประมาทไว้เสียแล้ว สำหรับกรณีวิพากษ์ ‘พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม’ หลังการบูรณะครั้งล่าสุด ที่ฉุดกระแสโซเชียลตลอด 2 สัปดาห์ให้เลยไปไกลกว่าคำว่าดราม่า หากแต่นำไปสู่การออกแถลงการณ์ของภาคประชาสังคม พร้อมล่ารายชื่อเตรียมยื่นนายกรัฐมนตรีประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและอธิบดีกรมศิลปากร เพื่อเรียกร้องให้ยับยั้งโครงการ และแต่งตั้งกรรมการผู้ชำนาญการจากหลากหลายสาขาเพื่อทบทวน ตรวจตราและแก้ไขความเสียหาย โดยระบุถึงสาเหตุเพราะกรมศิลปากรไม่ได้ศึกษาวิจัยก่อนบูรณะ มิหนำซ้ำยังใช้ช่างไร้ฝีมือ รื้อผลงานครูช่างโบราณออก แถมใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐานใกล้เคียงหรือทัดเทียมกับของเดิม ทำให้กระเบื้องที่ประดับอยู่เริ่มหลุดร่วงทั้งที่เพิ่งแปะเสร็จไม่กี่เดือน
ล่าสุด มีผู้ลงชื่อแนบท้ายหลายพันราย ทั้งศิลปินดัง ศิษย์เก่า ม.ศิลปากร อดีตคณบดีคณะโบราณคดี และประชาชนทั่วไปที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ไม่เพียงเท่านั้น แวดวงวิชาการยังออกสเต็ปคึกคักด้วยด้วยการผุดงานเสวนา 2 งานซ้อนในวันและเวลาเดียวกัน จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเจตนาท้าชนในเชิงความคิดหรือไม่
ยิงหมัดตรง ‘ระบบจ้างเหมา’
ต้นตอแห่งความพินาศ จริงหรือ?
ย้อนกลับไปดูประเด็นที่ปะทะสายตาชาวเน็ตจนเกิดเป็นกระแสตั้งคำถามต่อการบูรณะ นั่นก็คือความขาวโพลนขององค์พระปรางค์รวมถึงรูปร่างหน้าตาของยักษ์แบกที่ดูเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อนำภาพก่อน-หลังมาเปรียบเทียบ แม้ อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร จะออกมาแถลงอย่างเป็นทางการพร้อมโชว์หลักฐานภาพเก่าว่าของเดิมก็เป็นสีขาว ไม่ใช่สีเขียวอย่างที่เข้าใจกันเพราะนั่นเกิดจากตะไคร่น้ำที่สะสมนานนับปี
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นเรื่องกระเบื้องที่ประดับประดาอยู่อย่างอลังการทั้งองค์พระปรางค์ ซึ่งถูกมองว่าความงามทางสายตาลดลงฮวบฮาบหลังได้รับการบูรณะ ทั้งช่องไฟที่ดูกว้างขึ้นอย่างมาก ลวดลายที่ผิดเพี้ยน
ศาสตราจารย์ ดร.สายันต์ ไพรชาญจิตร์ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนทักท้วงการบูรณะ กล่าวอย่างเน้นย้ำในงานเสวนา “พระปรางค์วัดอรุณฯอันเนื่องมาจากการบูรณปฏิสังขรณ์” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ว่า สิ่งที่สูญหายไปมากที่สุด คือคุณค่าด้านสุนทรียะ ทั้งยังฟันธงว่าความสูญเสียแสนสาหัสในครั้งนี้เกิดจากการจ้างเหมาบูรณะ ดังนั้นจึงเสนอทางออกคือการหยุด ทบทวน ปรับปรุงและยกเลิกระบบดังกล่าว จัดตั้งคณะกรรมการโบราณสถานแห่งชาติขึ้นมาตรวจสอบ รวมถึงหาวิธีเยียวยาสังคม
“ไม่ปฏิเสธว่าเราจำเป็นต้องมีผู้รับจ้างทำ แต่การทำสัญญา (ทีโออาร์) ทำได้ดีแค่ไหน ขอเสนอว่าหยุดระบบการจ้างเหมาก่อนไหม แล้วทบทวนผลดีผลเสีย เราไม่เคยมีการวิจัยผลดีผลเสียของระบบการจ้างเหมาเลย วัดอรุณฯ ต้องตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจที่มีอำนาจเหนืออธิบดีกรมศิลป์ ที่ผ่านมาอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่อธิบดี อาจต้องแก้ พ.ร.บ.โบราณสถานด้วย”

ออกหมัดตรงมาที่ระบบรับเหมาขนาดนี้ ดร.สุวิชญ์ รัศมิภูติ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร คว้าไมค์แสดงความเห็นบนเวทีเดียวกันว่า กรมศิลป์ไม่ใช้ระบบดังกล่าวไม่ได้ เนื่องจากในความเป็นจริงจะไม่สามารถบูรณปฏิสังขรณ์ด้วยตัวเองได้ทัน ต้องอาศัยบริษัทเอกชนในการดำเนินงาน ส่วนประเด็นเรื่องฝีมือช่างนั้น แท้จริงแล้วช่างบางส่วนในบริษัทรับเหมา ฝีมือดีกว่าช่างในกรมศิลปากรด้วยซ้ำ เนื่องจากเป็นข้าราชการเก่าที่เกษียณอายุราชการแล้วไปทำงานให้บริษัทเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่ามีข้อบกพร่องเยอะ เช่น กระเบื้องที่ทำเป็นรูปดอกไม้ ถ้าใช้กระเบื้องเก่า ควรเก่าทั้งดอก หรือถ้าเป็นกระเบื้องใหม่ ควรให้เป็นของใหม่ทั้งดอก ไม่ใช่ปะปนกัน ซึ่งจุดนี้ช่างศิลปกรรมควรเข้าไปช่วยเหลือ
ในขณะที่ ดร.วสุ โปษยะนันทน์ กรรมการสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (อิโคโมส) ประเทศไทย มองว่า ระบบจ้างเหมาไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง แต่อยู่ที่การกำกับดูแล ควบคุม ซึ่งต้องวางกำหนดกฎเกณฑ์การตรวจสอบอย่างละเอียดรัดกุมมากกว่า
ยิ่งกว่าช่างฝีมือ คือความเข้าใจ
‘ไม่ใช่บูรณะแล้วจบ’
ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติ เล็กสุขุม ราชบัณฑิต และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ แสดงความเห็นว่า ช่างฝีมือดีนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นแน่ แต่ไม่ใช่เบื้องต้น
“เบื้องต้นคือความคิดของนักอนุรักษ์ นักโบราณคดี วิศวกร สถาปนิก ที่ไปตรวจสอบเงื่อนไขทั้งหมดของสิ่งที่จะบูรณะ แล้วหารือทิศทาง ประวัติศาสตร์ และเงื่อนไข การใช้งานโบราณสถานต่างๆ มาประมวลว่าจะดำเนินการอนุรักษ์ในแนวไหน เมื่อไหร่ที่มีทิศทางแล้ว จะคิดถึงวิธีการและวัสดุที่เหมาะสมกับแนวคิด ตอนนั้นช่างฝีมือดีจึงจะเข้าไป งานจึงจะราบรื่น”
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สันติยังเล่าว่า ในอดีตเคยเสนอในที่ประชุมกรรมการวิชาการอนุรักษ์มานานแล้ว ว่าเมื่อไหร่จะมีการอนุรักษ์อะไรก็ตาม เช่น จิตรกรรมฝาผนัง เมื่อศึกษาจนจบแล้ว ควรเชิญพระและชาวบ้านมารับฟังว่าจะดำเนินการบูรณะอย่างไร เพื่อให้ร่วมกันรับรู้และเข้าใจเรื่องการอนุรักษ์ นี่คือหน้าที่กรมศิลปากร ซึ่งไม่ใช่แค่บูรณะเสร็จแล้วจบ นอกจากนี้รัฐบาลควรลงมาช่วยกรมศิลปากร เพราะงานบางอย่างเกินความสามารถที่กรมศิลปากรจะทำได้
สอดคล้องกับมุมมองของ ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง เจ้าของรางวัลฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ถูกแซวว่ามาแนวใหม่ คือวันนี้ ‘ไม่ด่ากรมศิลป์’ แต่ต้องมาช่วยกรมศิลป์ โดยร่วมกันทบทวนว่าควรมีการบริหารจัดการอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อมีภาระงานจำนวนมากอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
“การเคลื่อนไหวของสังคมไทยในกรณีพระปรางค์วัดอรุณฯ สะท้อนให้เห็นว่าคนปัจจุบันสนใจประเด็นด้านการอนุรักษ์มากขึ้น ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ผู้คนร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากเป็นมรดกของชาติ พระปรางค์วัดอรุณฯ ไม่ใช่ศิลปกรรม แต่เป็นศิลปวัฒนธรรมซึ่งมีความสัมพันธ์กับสังคม เป็นของคนในวงกว้างที่มีสิทธิในการวิพากษ์ ติชม”
เอาเศษกระเบื้องมาทำ ‘พระเครื่อง’ ผิดไหม?
มาถึงประเด็นเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ฮือฮา โดยถูกหยิบยกมาตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสม นั่นคือการที่ทางวัดประกาศให้เช่าพระเครื่องซึ่งใช้มวลสารจากกระเบื้องโบราณที่เคยประดับอยู่บนพระปรางค์ ถามว่าแบบนี้ก็ได้เหรอ?
ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักรบอกว่า “ให้เขาไปเถอะ” เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อ แม้โดยหลักการแล้วโบราณวัตถุต่างๆ ต้องถูกรวบรวมไว้เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์หรือเก็บในคลัง แต่ในความเป็นจริง การนำชิ้นส่วนโบราณวัตถุที่ชำรุดมาทำพระเครื่องเกิดขึ้นมานานแล้ว
“สมัยก่อนเวลาขุดเจอเศษพระก็ถูกนำไปทำมวลสาร ตอนหลังลามไปอิฐหักกากปูน ต้องเข้าใจว่าความเชื่อด้านสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอารมณ์ที่สอดล้องกัน ไปโทษเขาไม่ได้ ตอนบูรณะพระธาตุพนม ชาวบ้านก็ขนไปป่นทำพระเครื่อง ดีกว่าทิ้ง ให้เขาไปเถอะ จริงๆ โดยหลักการต้องเก็บในคลัง แต่บางทีอยู่ในโกดังก็หาย เพราะฉะนั้นเก็บเฉพาะที่สำคัญเพื่อเป็นหลักฐานทางโบราณคดีก็พอแล้ว”
สร้างสมดุล 2 โลกทรรศน์
อย่าย้อนคืน ‘หายนะ’
จากเวทีที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ สลับภาพมาที่อีกเวทีเสวนาซึ่งจัดขึ้นที่ท้องพระโรง ม.ศิลปากร วังท่าพระ ในวันเวลาเดียวกันเป๊ะ ด้วยหัวข้อ “พระปรางค์วัดอรุณฯ : ประวัติศาสตร์และการอนุรักษ์”

รศ.ชาตรี ประกิตตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร มองว่า โดยหลักการคิดว่าพระปรางค์วัดอรุณได้รับการอนุรักษ์อย่างถูกต้องตามขั้นตอน แต่ที่มีปัญหาคือฝีมือช่างซึ่งทำให้มิติความลึกของการประดับกระเบื้องต่างออกไปจากเดิม หน้าตายักษ์ดูใจดีขึ้น และที่แย่มากคือเครื่องทรงประติมากรรมที่ไม่มีมิติ กระเบื้องกระจายตัวอย่างไร้ระเบียบ ซึ่งกรมศิลป์ต้องมีคำตอบและรับผิดชอบต่อกรณีนี้ ส่วนประเด็นจ้างเหมา เห็นด้วยว่ามีปัญหาแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เห็นด้วยหากจะย้อนกลับไปให้กรมศิลป์บูรณะเอง
“จะต้องระดมงบประมาณแค่ไหนที่จะให้กรมศิลป์ซ่อมโบราณสถานทั้งหมดในความดูแลทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ การแก้ปัญหาระยะสั้น ขอเสนอให้ตรวจสอบ ไม่ถึงกับระงับ ควรปรับฝีมือช่างให้ได้มาตรฐานโดยส่งหน่วยงานกลางที่คิดว่ามีความเชี่ยวชาญเข้าไปเพื่อปรับการบูรณะในส่วนที่ยังไม่เสร็จให้กลับมาสู่สิ่งที่ดีที่สุดในแง่เทคนิคและเชิงช่าง นำไปสู่การเปิดทีโออาร์ สร้างความโปร่งใส ซึ่งกรมศิลป์ควรเผยแพร่กระบวนการทั้งหมด
ระยะยาว ปัญหาใหญ่คือการสร้างช่างรุ่นใหม่ ถ้ากรมศิลป์หาไม่ได้ ควรให้สถาบันทางวิชาการทำหน้าที่ผลิตช่างฝีมือป้อนสายงานอนุรักษ์ อย่าถอยหลังไปทำเองซึ่งเป็นหายนะที่เราเคยหนีมันมาได้แล้ว”
รศ.ชาตรีย้ำว่า ต้องสร้างความสมดุลระหว่างหลักการอนุรักษ์สมัยใหม่กับโลกความจริงที่มีเรื่องจารีตซึ่งสืบทอดกันมา มีตัวอย่างวิหารที่เมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีพิธีกรรมการรื้อสร้างใหม่ทุก 20 ปี โดยถือเป็นความเดิมแท้ในด้านมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือพิธีกรรมที่สืบทอด ไม่ใช่ความเดิมแท้ด้านวัสดุ
ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่ไม่ใช่ไฟไหม้ฟางทางโลกออนไลน์ แต่เป็นเหมือน ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ที่นำมาสู่การถกเถียงอย่างมีสาระและนัยยะสำคัญในนาทีนี้


