เขียนถึงหนังสองแนว What Happened To Monday และ American Made

8.09.17 | 23:51 น.
เขียนถึงหนังสองแนว What Happened To Monday และ American Made

เขียนถึงหนังสองรส What Happened To Monday และ American Made

What Happened To Monday

หนังเรื่องนี้มีพล็อตบางส่วนคล้ายหนังเรื่อง Soylent Green (1973) หนังสืบสวน ไซไฟ แอคชั่น ที่นำแสดงโดย ชาร์ลตัน เฮสตัน พูดถึงปี 2022 ที่ประชากรล้นโลก ทรัพยากรไม่เพียงพอโดยเฉพาะอาหาร หมู เห็ด เป็ด ไก่ เป็นอย่างไรไม่ต้องพูดถึง บางคนเกิดมาโดยไม่เคยเห็น อาหารที่กินกันมาในรูปเวเฟอร์สีเขียวที่เปี่ยมด้วยสารอาหารเรียกว่า Soylent Green

What Happened To Monday เล่นประเด็นโลกอนาคตปี 2073 ที่ประชากรล้นโลกเหมือนกัน มันเป็นสังคมแบบโลกดิสโทเปียที่รัฐบาล โดย ดร.นิโคเลตต์ เคย์แมน (เกลน โคลส) ออกกฎเหล็กว่า หนึ่งครอบครัวจะมีลูกได้แค่หนึ่งคน เด็กที่เกินมา จะถูกแช่แข็งรอวันที่โลกมีความพร้อมกว่านี้

แต่ครอบครัวเชตต์แมนมีลูกแฝดหญิงถึงเจ็ดคน (เดิมหนังเรื่องนี้จะใช้ชื่อว่า Seven Sisters) ผู้เป็นตาซึ่งแสดงโดยวิลเลม เดโฟ แอบซ่อนหลานทั้งเจ็ดไว้ และตั้งชื่อตามวัน ตั้งแต่มันเดย์ ทิวส์เดย์ ไปจนถึง ซันเดย์

ทั้งเจ็ดมีทรงผม บุคลิก และอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ตาวางระเบียบให้หลานๆ ออกไปนอกบ้านได้ตามวันที่เป็นชื่อของเธอ แต่ทุกคนจะปรากฏตัวสู่สาธารณชน ด้วยบุคลิกเดียวกันในชื่อ แคเรน เชตต์แมน (นูมิ ราเพซ)

Advertisement

แล้ววันหนึ่ง มันเดย์ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย พี่น้องที่เหลือออกตามหาด้วยความเป็นห่วง และเผชิญกับการไล่ล่าสุดโหด ใครบ้างจะรอดชีวิต และเกิดอะไรขึ้นกับมันเดย์

เนื้อเรื่องน่าสนใจและชวนให้อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฝีมือกำกับของ ทอมมี ไวร์โคล่า ผู้กำกับหนังที่มีเอกลักษณ์ในการกำกับหนังระทึกแนวโหดเลือดสาด เช่น Dead Snow หนังซอมบี้นาซี Hansel and Gretel: Witch Hunters เทพนิยายที่ตีความในมุมมองใหม่

ต้นฉบับเด็กทั้งเจ็ดเป็นผู้ชาย แต่ผู้กำกับเปลี่ยนเป็นเด็กผู้หญิง เป็นไอเดียล้ำที่ทำให้เนื้อหาเข้มข้นและคนดูยิ่งเพิ่มความเอาใจช่วยมากขึ้น

หนังเดินเรื่องเร็ว ไม่ทันไรก็ทำให้คนดูระทึก เธิร์สเดย์ ไม่เคารพกฎแอบหนีไปเล่นสเกตบอร์ด และกลับมาในสภาพนิ้วขาดหายไปหนึ่งนิ้ว กฎของคุณตาคือ เมื่อออกสู่สังคมภายนอก ทุกคนต้องมีรูปลักษณ์ที่เหมือนกัน เป็นฉากเสียวไส้ที่แม้ไม่เห็นภาพ แต่จินตนาการได้จากคุณตาจับมือเด็กวางบนโต๊ะ และเสียงปังตอสับลงมา

ฉากที่น่าดูมากคือฉากหญิงสาวทั้งเจ็ดนั่งประจันหน้ากันบนโต๊ะอาหาร พูดคุยและถกเถียงกัน เห็นบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกันชัดเจน คงไม่แปลกถ้าใช้นักแสดงเจ็ดคน แต่นี่เป็นนักแสดงคนเดียวคือ นูมิ ราเพซ ที่ต้องชื่นชมทั้งฝีมือการแสดงและวิชวลเอฟเฟกต์ที่ทำเนียนจนคนดูเชื่อจริงๆ ว่า มีหญิงสาวเจ็ดคนกำลังพูดคุยกัน

นูมิ ราเพซ พูดถึงการแสดงครั้งนี้ว่า “มันบ้าและท้าทายที่สุดในอาชีพนักแสดงของฉัน ฉันจะเล่นเป็นเจ็ดตัวละครในเรื่องเดียวกันได้ยังไง เราต้องการความสมจริงที่สุด ฉันจึงคิดได้ว่า ทั้งเจ็ดสาวคือมุมต่างๆ ที่เคยผ่านมาในชีวิต ตอนอายุ 13-14 ฉันออกแนวฮิปปี้เหมือนทิวส์เดย์ โตขึ้นมาหน่อยฉันเริ่มเหมือนเวนส์เดย์ เพราะฉันชอบกีฬาและการต่อสู้ มีบางช่วงที่ฉันเหมือนเธิร์สเดย์ เป็นเด็กพังค์ขี้โมโห และฉันยังเคยย้อมผมบลอนด์เหมือนแซทเทอร์เดย์ ฉันเลยเหมือนกับมองตัวเองผ่านอดีตในตัวละครเหล่านี้”

ตัวละครทั้งเจ็ดมีบทที่เท่าเทียมกัน จนคนดูลุ้นเอาใจช่วยไม่อยากให้ใครต้องตาย ความเก๋อีกอย่างของหนังคือ ชื่อของหญิงสาวแต่ละคนสะท้อนภาพ “วัน” ในแต่ละสัปดาห์

เวนส์เดย์ (วันพุธ) เป็นวันกลางสัปดาห์ที่มักมีเรื่องวุ่นวาย เหนื่อยหน่าย ต้องกัดฟันทำงานและอยากให้ผ่านไปเร็วๆ บทเวนส์เดย์ในหนัง จึงเป็นบทหนัก ทั้งออกไปค้นหาความลับและเผชิญกับการไล่ล่าที่แสนจะโหดเหี้ยม ฉากที่เธอกระโดดข้ามตึกโดยมีน้องๆ ส่งเสียงเชียร์เอาใจช่วย เป็นอีกฉากสำคัญที่ทำให้คนดูต้องอึ้ง ส่วนแซทเทอร์เดย์ เป็นสาวขี้เล่น เซ็กซี่ เพราะไม่เคยต้องออกไปทำงาน นี่เป็นบทที่คนดูที่เป็นผู้ชายน่าจะลุ้นเอาใจช่วยเธอเป็นพิเศษ

หนังเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม แม้พอจะเดาเรื่องได้เมื่อดูไปพัก แต่ก็ยังชวนติดตามว่าชะตากรรมของเจ็ดสาวจะเป็นเช่นไร ฉากแอคชั่นทั้งตื่นเต้นและโหด เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดที่คนดูต้องลุ้น หนังแสดงถึงอิทธิพลของความรักทั้งในมุมบวกและมุมลบ ใครเป็นบวก ใครเป็นลบ เป็นเรื่องที่ต้องไปดูเอง

แม้จะไม่ใช่หนังระดับเกรดเอ แต่เป็นหนังสนุกที่คนชอบดูหนังไม่ควรจะพลาด

American Made

ปีนี้มีหนัง ทอม ครูซ มาให้ดูถึงสองเรื่อง เรื่องแรก The Mummy ทั้งหนัง ทั้ง ทอม ครูซ ถูกสับแหลก มาเรื่องที่สอง American Made หนังมาแบบเงียบๆ ไม่โฆษณาดุเดือดแบบ The Mummy แต่คะแนนจาก Rotten Tomato ใช้ได้ทีเดียว

ผู้กำกับหนัง คือ ดั๊ก ไลแมน ที่เคยกำกับหนังที่ครูซแสดงนำ Edge of Tomorrow (2014) หนังโลกอนาคตอันไกลที่เอเลียนบุกโจมตีมนุษย์ และพระเอกติดอยู่ในห้วงเวลาที่ต้องย้อนกลับไปสู้กับเอเลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า นอกจากนั้น ไลแมนยังกำกับหนังแอคชั่นสนุกๆ อีกหลายเรื่อง เช่น The Bourne Identity และ Mr. and Mrs. Smith

แต่หนัง American Made ไม่ใช่หนังแอคชั่น เป็นหนังอัตชีวประวัติ จึงท้าทายฝีมือทั้งผู้กำกับที่ถนัดแนวแอคชั่น และนักแสดงอย่างครูซ ที่ระยะหลังมีแต่หนังบู๊วิ่งไล่กันไปมา

American Made สร้างจากชีวิตจริงของอดีตนักบินสายการบิน TWA แบร์รี ซีล ที่มองชีวิตตัวเองเหมือนการผจญภัย และใช้ชีวิตอย่างสุดโต่ง

ในช่วงประมาณปี 1978 จากอาชีพนักบินฝีมือดี ที่หาลำไพ่เล็กๆ น้อยๆ ด้วยการขนซิการ์หนีภาษี ทักษะเขาเข้าตา เชฟเฟอร์ (ดอมเนลล์ กลีสัน) เจ้าหน้าที่ CIA ซึ่งได้ติดต่อให้เขาปฏิบัติภารกิจลับ เริ่มจากการลักลอบถ่ายภาพและสอดแนมการซ้องสุมฝึกอาวุธ และการก่อการร้ายของกลุ่มต่างๆ ที่เป็นเป้าหมายสหรัฐฯ ในสมัย โรนัลด์ เรแกน เป็นประธานาธิบดี

การเป็นนักบินที่ได้บินไปที่ต่างๆ และมีภารกิจที่ CIA มอบให้ ทำให้ซีลเห็นหนทางที่จะหาประโยชน์ให้ตนเอง เขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจมืดหลายอย่าง ทั้งการขนอาวุธเถื่อน การขนยาเสพติดในเครือข่ายเมเดลลิน คาร์เทล และ พาโบล เอสโคบาร์ การสนับสนุนการฝึกกองกำลังลับๆ รวมทั้งกุมความลับบางอย่างของ CIA และ ทำเนียบขาว

สิ่งที่เขาทำยิ่งกว่าการเป็นนกสองหัว เพราะเขาหาประโยชน์จากคนทุกกลุ่มที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนร้าย

หนังมีตัวละครเยอะแยะ พูดถึงสถานที่หลายแห่ง และพาดพิงการเมืองยุคประธานาธิบดีเรแกน แถมภารกิจของซีลก็ดูอันตรายและน่าจะเครียด แต่หนังกลับนำเสนอแบบชิลล์ๆ เล่าเรื่องสบายๆ ออกแนวคอมเมดี้ และดูเข้าใจง่าย

แบร์รี่ ซีล ตัวจริงมีนิสัยยังไงไม่ทราบ แต่ครูซในคราบซีล เป็นผู้ชายพลิ้ว กวนทีน กะล่อน และเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ภารกิจที่ทำระห่ำ บ้าบิ่น ค่อนข้างเลวร้ายด้วยซ้ำ แต่คนดูกลับเกลียดเขาไม่ลง ซีลสนุกกับชีวิตแบบที่เขาเลือก แม้รู้ตัวว่าถูกปองร้าย รถที่ขับอาจถูกวางระเบิดเมื่อไหร่ก็ได้ แทนที่จะหวาดหวั่นหลบซ่อนตัว ซีลยังคงอารมณ์ดี ใบหน้าเปื้อนยิ้ม สิ่งที่ทำเพียงแค่เปลี่ยนที่นอนทุกคืน และไล่คนให้ไปไกลๆ เวลาเขาสตาร์ทรถ

หนังทั้งเรื่องไม่มีบทแอคชั่น ไม่เล่าความซับซ้อนหรือมีปริศนาให้ขบคิด ไม่มีทั้งเรื่องความรัก และเรื่องดราม่า เป็นการเล่าเรื่องเรื่อยๆ จากชายที่สุนทรีย์กับชีวิต

แม้ American Made จะเป็นหนังที่น่าสนใจ แต่ก็ไม่ใช่หนังที่เหมาะกับนักดูหนังทุกคน หนังทำให้คนดูรู้จักชีวิตชายคนหนึ่ง ที่รื่นรมย์กับการทำงานทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เป็นชีวิตผาดโผนที่หนังเสนอออกมาแบบเรียบๆ ไม่มีฉากขยี้อารมณ์ เหมาะกับคนที่สนใจประวัติศาสตร์หรือการเมืองระหว่างประเทศ

และเป็นหนังที่ผู้ชายน่าจะชอบมากกว่าผู้หญิง