Victoria and Abdul ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าเบื่อ
สมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร (ครองราชย์ ปี 1838–1901) เป็นราชินีผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกาะบริเตนใหญ่ แผ่ขยายอิทธิพลไปในดินแดนต่างๆ หนึ่งในห้าของโลก จนมีคำกล่าวว่าช่วงรัชสมัยของพระองค์เป็นยุครุ่งเรืองของจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน เพราะไม่ว่าพระอาทิตย์จะส่องแสงไปที่ไหน ก็จะมีจักรวรรดิของพระองค์อยู่ที่นั่นเสมอ
ควีนวิคตอเรียขึ้นครองราชย์เมื่อมีพระชนมพรรษาแค่ 18 ปี ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอัลเบิร์ต (เจ้าชายเยอรมัน) แต่พระราชสวามีสิ้นพระชนม์เมื่ออายุเพียง 42 พรรษา นำความโทมนัสแสนสาหัสตลอดพระชนม์ชีพ ทรงฉลองพระองค์สีดำเพื่อไว้ทุกข์พระราชสวามี จนได้รับการขนานพระนามว่าแม่ม่ายแห่งวินด์เซอร์
แต่แล้วก็มีข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ของพระองค์กับจอห์น บราวน์ มหาดเล็กชาวสก็อต ถึงขนาดที่ทำให้พระองค์ทรงถูกขนานพระนามเล่นๆ ว่า มิสซิสบราวน์ ฮอลลีวูดเคยสร้างหนังเรื่อง Mrs. Brown ออกมาในปี 1997 จูดี้ เดนช์ รับบทควีนวิคตอเรีย เป็นบทบาทที่ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม มาปีนี้เธอหวนกลับมาแสดงบทควีนวิคตอเรียอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับเรื่องราวของควีนวิคตอเรียกับอับดุลนี้ เป็นเรื่องราวที่ปรากฏท้ายเครดิตว่า บันทึกของอับดุลถูกค้นพบเมื่อปี 2010 นี่เอง นักเขียนชาวอังกฤษเชื้อสายอินเดีย ซราบานี บาซู พบเบาะแส และนำบันทึกของอับดุลที่เขียนตั้งแต่ปี 1858 มาเขียนใหม่และใช้ชื่อว่า Victoria & Abdul : The True Story of the Queen’s Closet Confidant
Victoria & Abdul เป็นผลงานการกำกับหนังของ สตีเฟน เฟรียส์ ผู้กำกับหนัง The Queen (2001) (ซึ่งเป็นเรื่องของควีนเอลิซาเบธที่สอง) ทั้งจูดี้ เดนช์ และเฟรียร์ส เคยทำงานร่วมกันในหนัง Philomena (2014) ที่เคยถูกเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ถึง 4 รางวัล หนังดัดแปลงจากเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกตามหาลูกชาย ที่ถูกพรากไปตั้งแต่เป็นทารก
ไม่ว่าหนังสือของบาซู จะเล่าเรื่อง Victoria & Abdul ไว้อย่างไร ลี ฮอลล์ ได้ดัดแปลงบทให้หนังเรื่องนี้ออกโทนที่คนดูดูแล้วเห็นใจพระราชินีวิคตอเรีย หญิงชราแสนเหงา ผู้แบกภาระหนักอึ้งไว้บนบ่า เรื่องที่ข้าราชบริพารคุยกับพระองค์ก็มีแต่ปัญหาและเรื่องเครียดๆ
การมาของอันดุล (อาลี ฟาซาล) เสมียนเรือนจำอินเดีย ที่นำเหรียญโมเฮอร์ เครื่องบรรณาการจากอินเดียมาถวาย ในโอกาสที่ทรงครองราชย์ 50 ปี นำชีวิตชีวามาสู่พระองค์ อากัปกริยาและการแต่งกายที่ผิดแปลก ทำให้ชีวิตที่แห้งแล้งของพระองค์มีสีสัน
เรื่องที่ทรงคุยกับอับดุลก็เป็นเรื่องที่ทำให้สบายพระทัยแบบว่า “มะม่วงคืออะไร” การที่ทรงแต่งตั้งให้อับดุลเป็น “มุนซี่” หรือครูสอนภาษาอูรดู ก็เป็นเสมือนการทรงสร้างโลกส่วนตัว เพื่อหลีกหนีจากความจำเจ น่าเบื่อ และไร้คนจริงใจ
แม้จะเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์ แต่บทภาพยนตร์สนุกไม่น่าเบื่อหน่าย มีการล้อเลียนพิธีการที่ตลกๆ และวิพากษ์คนชั้นสูงอังกฤษ ที่วันๆ คอยสอดส่องจ้องจับผิดพระราชินี และเหยียดหยามพลเมืองประเทศอาณานิคม
และแม้จะเล่าเรื่องราวชีวิตของพระราชินีผู้แสนโดดเดี่ยว เหมือนสำนวน ยิ่งสูงยิ่งหนาว แต่การดำเนินเรื่อง เล่าแบบสบายๆ ไม่เครียด ให้คนดูเห็นถึงมิตรภาพของคนสองคนที่แตกต่างกันสุดขั้ว ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และวรรณะ
งานภาพของหนังเรื่องนี้ก็สวยมาก มีฉากสวยๆ หลายฉาก เช่น ฉากท่าเรือที่บอมเบย์และอังกฤษ ฉากไปปิกนิกที่สกอตแลนด์ ส่วนการออกแบบเครื่องแต่งกายก็เข้ากับตัวละคร พระราชินีทรงชุดดำตลอดเพราะทรงไว้ทุกข์ให้พระราชสวามี แม้จะเป็นชุดดำแต่มีความสง่างามสมศักดิ์ศรีราชินี ขณะที่ชุดอับดุลสีสันสดใสเข้ากับความมีชีวิตชีวาและความกระตือรือร้นที่เป็นบุคลิกลักษณะของเขา
การแสดงของจูดี้ เดนช์ แทบไม่ต้องวิจารณ์ ระดับดาราออสการ์และรางวัลบาฟต้าสิบกว่ารางวัล ทำให้เธอเป็นราชินีที่ทั้งทรงอำนาจและหญิงชราที่อ้างว้างโดดเดี่ยวได้อย่างสมจริง ขณะที่ฟาซาลก็หล่อเหลา และดูเคารพรักราชินีอย่างจริงใจ
ตัวละครอีกสองตัวที่น่าสนใจคือ เอ็ดดี้ อิซซาร์ด ที่แสดงเป็นเจ้าชายอัลเบิร์ต มกุฎราชกุมาร นอกจากนี้ อับดุล ยังมีเพื่อนชาวอินเดียที่เดินทางไปอังกฤษด้วย คือ โมฮัมเหม็ด (อาดีล อัคห์การ์) ผู้เกลียดชังประเทศและคนอังกฤษ เขาร่ำร้องจะกลับอินเดีย และรู้สึกตัวเองตกต่ำ ที่จากเพื่อนต้องกลายเป็นคนรับใช้ของอับดุล
โมฮัมเหม็ดทำหน้าเบื่อหน่ายตลอดทั้งเรื่อง แต่เขาก็ได้ใจคนดูจากบทเพื่อนผู้แม้จะรู้สึกต่ำต้อย แต่ก็ไม่ยอมขายเพื่อนของตัวเอง และยอมตายในแผ่นดินที่ตนเองเกลียดชัง

