Star Wars: Episode VIII – The Last Jedi
ติดตาม Star Wars ตั้งแต่เข้าฉายครั้งแรกปี 1977 สามสิบปีผ่านไป หนังแฟรนไชส์อภิมหากาพย์สงครามแห่งดวงดาวระหว่างด้านมืดกับด้านสว่างยังคงไม่จบสิ้น Star Wars ไม่ใช่หนังไซไฟอวกาศธรรมดา แต่เป็นหนังทำเงินที่มีลิขสิทธิ์สินค้าพรีเมี่ยม และแฟนหนังต่างเจนเนอเรชั่นจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก เป็น Forever Franchise หรือห่านทองคำที่เก็บกินรายได้ได้อย่างตลอดไป จนแม้กระทั่ง Library of Congress ของสหรัฐอเมริกา ยังลงทะเบียนให้ Star Wars เป็นหนังที่มีความสำคัญทั้งทางด้านวัฒนธรรมและสุนทรียศาสตร์ ในปี 1989
การเข้ามาซื้อลิขสิทธิ์ Star Wars ของดิสนีย์ในปี 2012 ทำให้หนังเริ่มฉีกแนวออกไป The Force Awakens 2015 เป็นผลงาน Star Wars เรื่องแรกของดิสนีย์ ที่เริ่มเปลี่ยนผ่าน ตัวละครรุ่นเก่าสู่ตัวละครรุ่นใหม่ แม้จะยังคงมีตัวละครเดิมอย่าง ฮัน โซโล (แฮริสัน ฟอร์ด) แต่ตัวละครใหม่ๆ เริ่มเข้ามาแทน เริ่มจากเพิ่มตัวละครเอกหญิง เรย์ (เดซีย์ ริดลีย์)เด็กสาวจากกองขยะที่มีพลังและไม่ทราบที่มาที่ไป มาแทนเจ้าหญิงเลอา (แคร์รี่ ฟิชเชอร์) ที่อายุมากขึ้นตามกาลเวลา
ฝ่ายต่อต้านมี โพ ดาเมรอน (ออสการ์ ไอแซค) นักบินยานรบผู้กล้าหาญ ฟินน์ (จอห์น โบเยก้า) อดีตทหารด้านมืดที่กลับใจ มีหุ่นกระป๋องช่างซ่อมแสนน่ารัก BB-8 ที่มาแทนหุ่นดั้งเดิม R2D2 ที่เคยคุ้น
ฝ่ายปฐมภาคี (First Order) มี สโนค (แอนดี เซอร์กิส) ผู้บัญชาการสูงสุดที่ดึง ไคโร เรน เข้าสู่พลังด้านมืด นายพลฮักซ์ (ดอมเนลล์ กลีสัน) และ ไคโล เรน (อดัม ไดรเวอร์) ตัวร้ายที่มีมิติ โหดขนาดทำปิตุฆาต และพยายามดึงเรย์เข้าสู่พลังด้านมืด ภาคนี้ ไคโร เรน น่าเกรงขาม หล่อ เท่ และโชว์หุ่น ที่ทำให้คนดูต้องลุ้นว่าเรย์จะเคลิ้มหรือไม่
The Force Awakens เปิดศักราชใหม่ของหนังโดยยังคงรักษาแนวเดิม The Last Jedi แม้จะสานต่อThe Force Awakens แต่ผู้กำกับ ไรอัน จอห์นสัน (สร้างชื่อจากหนังไซไฟ Looper 2012) กล้าทำสิ่งใหม่ๆ หนังหักมุม และเดาทางไม่ได้ อาจไม่เหมือน Star Wars แนวเก่าที่คาดหวัง แต่สนุก ครบรส เซอร์ไพรส์ตลอดทั้งเรื่อง มีมุขตลกสไตล์มาร์เวล แจมด้วยความน่ารักจากสัตว์ต่างดาว อย่างตัวฟอร์ก นกเพนกวินอวกาศที่เข้าคู่กับชิวแบคคา ตัวละครจากภาคเก่าที่ทำให้คิดถึง ฮัน โซโล
Star Wars ภาคนี้เป็นภาคที่ยาวที่สุด แต่เล่าเรื่องได้อารมณ์และไม่รู้สึกเบื่อ เนื้อเรื่องมีสองส่วน ส่วนแรกกล่าวถึง ฝ่ายต่อต้าน เจ้าหญิงเลอา ที่พยายามหนีจากฝ่ายปฐมภาคีไปยังฐานเก่าแก่ของฝ่ายกบฏ โดยมีโพ ฟินน์ และตัวละครใหม่ 2 ตัวคือ ช่างซ่อมเครื่องสาว โรส (เคลลี แมร์รี ทราน) และนายพลหญิงโฮลโด (ลอรา เดิร์น) เป็นกำลังสำคัญ เป็นการหนีที่โชคไม่เข้าข้าง และค่อนข้างดาร์ก เพราะเป็นการต่อสู้กันระหว่างลูก (ไคโร เรน) ที่ไล่ล่าฆ่าฟันกองกำลังของแม่ตัวเอง (เลอา)
อีกส่วนหนึ่งเล่าเรื่องเรย์ที่เดินทางไปหาอัศวินเจไดคนสุดท้าย ลุค สกายวอล์กเกอร์ ( มาร์ค แฮมิลล์) บนดาว Ahch–To ลุคที่เรย์ได้พบ ไม่เหมือนกับในตำนานที่เธอได้ยิน เพราะทั้งอ่อนล้า หมดกำลังใจ และเหมือนคนแก่ที่รอวันตาย
Star Wars ภาคนี้ อาจไม่ถูกใจแฟนคลับรุ่นเก่า เพราะหนังไม่ได้เดินตามขนบเดิม ฉากดวลไลท์เซเบอร์ระหว่างพลังด้านมืดด้านสว่างที่เป็นฉากสุดเก๋าใน Star Wars ภาคก่อนๆ แทบจะไม่มี เปลี่ยนเป็นการต่อสู้โดยใช้พลังจิต แต่ฉากขับยานรบออกต่อสู้ไล่ล่ากันกลางอวกาศยังคงสนุก ดุเดือด ทั้งมัน ทั้งตื่นเต้น ฉากชวนจดจำที่สุด หนีไม่พ้นกามิกาเซ่ระดับจักรวาล ที่เกิดจากฝีมือฝ่ายไหน ต้องเข้าไปชมเอง
ภาคนี้มีตัวละครหลายตัวทั้งเก่าและใหม่ แต่ผู้กำกับสามารถกระจายความสำคัญได้อย่างครบถ้วน เลอา สวยสง่าจนดูแล้วใจหาย เพราะนี่เป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่เธอแสดงก่อนเสียชีวิตในวัยแค่ 60 ปี เรย์ โพ ฟินน์ เป็นตัวละครรุ่นหนุ่มสาวที่เติบโตขึ้น และเรียนรู้ความผิดพลาดจากประสบการณ์ตนเอง นายพลหญิงโฮลโดเป็นตัวละครใหม่ที่มีบทบาทน่าจดจำ ทั้งน่าหมั่นไส้และน่าชื่นชม (แต่คอเธอยาวจัง ผ้าพันคอเธอ ทำให้นึกถึงผู้หญิงชาติพันธุ์กะเหรี่ยงคอยาวที่สวมสร้อยคอซ้อนกัน) ตัวละครใหม่อีกตัวที่บทเด่นมากคือโรส หน้าเป็นชาวเอเชียที่อาจนำมาเพื่อผลทางการตลาด
งานภาพฉากนี้สวยมาก ท้องฟ้าออกโทนขาว ดำ แดง สื่ออารมณ์คุกคามของฝ่ายปฐมภาคี สีแดงถูกนำมาเล่นในบริบทที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นพื้นหิมะสีขาวที่เมื่อถูกเหยียบย่ำเปลี่ยนสีไปเป็นสีแดง ยานรบที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าพร้อมปล่อยควันแดงไว้เบื้องหลัง ยานศึกทรงพลัง และปืนใหญ่ที่พร้อมทะลุทะลวงบดขยี้ฝ่ายต่อต้าน เป็นฉากทิ้งท้ายเรื่องที่ประทับใจ น่าจดจำ ทั้งเท่ สวยงาม และเศร้า เป็นมนต์เสน่ห์ที่ทำให้ต้องติดตาม และรอคอย Star Wars ภาคแยก Solo : A Star Wars Story เรื่องของสลัดอวกาศ ฮัน โซโล ในวัยหนุ่ม ที่มีโปรแกรมฉายต่อในปีหน้า
Suburbicon
อาทิตย์นี้ใครๆ ก็พูดถึงแต่หนัง Star Wars ดูโปรแกรมหนังเห็นหนังชื่ออ่านยาก Suburbicon มีดาราแสดงนำน่าสนใจ แมตต์ เดมอน จูลีแอนน์ มัวร์ ออสการ์ ไอแซค (โพ ดาเมรอน) จาก Star Wars มีผู้กำกับคือ จอร์จ คลูนีย์ ซึ่งเขียนบทเองร่วมกับพี่น้อง โจเอล–อีธาน โคเอน ผู้ได้รางวัลออสการ์ผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม จากเรื่อง No Country for Old Men แถมมีผู้เขียนบทร่วมอีกคนคือ แกรนท์ เฮสลอฟ ที่เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้าง Argo หนังออสการ์ยอดเยี่ยมปี 2555
นอกจากนั้น จอร์จ คลูนีย์ ยังนำทีมงานคุณภาพตั้งแต่ครีเอทีฟฝีมือดีอย่าง โรเบิร์ต เอลสวิท ออสการ์สาขาผู้กำกับภาพจากเรื่อง There Will Be Blood ผู้ออกแบบฉาก เจมส์ บิสเซลล์ จาก Good Night and Good Luck และสตีเฟน เมอริโอเน รางวัลออสการ์ลำดับภาพยอดเยี่ยมจาก Traffic มาร่วมเป็นทีมงาน
โฆษณาบอกว่า Suburbicon เป็นหนังแนวตลกร้าย ดาร์กคอเมดี ดูตัวอย่าง บรรยากาศในหนังออกแนวย้อนยุค ประมาณปี 1959 พูดถึงเมืองเงียบสงบ น่าอยู่ สมบูรณ์แบบจนมีสโลแกนว่า “คิดจะมีบ้าน คิดถึงซับเบอร์บิคอน” แต่เมืองแสนสงบนี้ จู่ๆ มีฆาตกรรมเกิดขึ้น ครอบครัวของตัวเอกของเรื่องถูกคุกคาม จนพ่อบ้านต้องออกมาปกป้องลูกชายให้พ้นจากอันตราย
ทั้งดารา ผู้สร้าง ผู้เขียนบทและทีมงานดูดีออกปานนั้น ไงก็ต้องไปดู ดูจบ ออกอาการงง หนังตลกร้ายยังไง หรือเรามันเส้นลึก ดูแล้วไม่เห็นขัน หรือตลกไทยตลกฝรั่งมันคนละแนวกัน
สรุปเองว่าสำหรับเรา นี่เป็นหนังฆาตกรรมที่ไม่ซับซ้อน เป็นเรื่องของคนหน้ามืดที่เมื่ออยากได้อะไรก็ลงมือกระทำผิด โดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ และไร้ซึ่งศีลธรรม หนังเรื่องนี้ดูๆ ไปก็เหมือนกับโฆษณาเชิญชวนให้คนมาอยู่ที่ ซับเบอร์บิคอน คือโฆษณาเกินจริง (มีดาราดี คนเขียนบทเก่ง ผู้กำกับมีฝีมือ ฯลฯ) แต่หนังออกมาในทิศทางที่ไม่เจ๋งเหมือนโฆษณา แถมมีอะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึงหนังไทยสมัยก่อน
หนังไม่ถึงกับแย่มากแต่จะดูก็ได้ไม่ดูก็ได้ เล่าเรื่องครอบครัวของการ์ดเนอร์ ลอดจ์ (แมตต์ เดมอน) ที่เดิมอยู่กันสามคนพ่อ แม่ ลูก ที่ชุมชนซับเบอร์บิคอน หลังลอดจ์ขับรถไปเกิดอุบัติเหตุจนภริยา โรส (จูลีแอนน์ มัวร์) เดินไม่ได้ มาร์กาเรตน้องสาวฝาแฝดของโรส (จูลี่แอนน์ มัวร์) ต้องมาอยู่ด้วย เพื่อช่วยดูแลโรสและหลานชาย นิกกี้ (โนอาห์ จู๊ป จาก Wonder 2017)
ชุมชนสมบูรณ์แบบที่เงียบสงบกลายเป็นชุมชนที่ป่าเถื่อนและไร้กฎเกณฑ์ ทันทีที่ครอบครัวผิวดำของไมเยอร์ ย้ายเข้ามาอาศัย ชาวเมืองเกิดอคติและลุกขึ้นละเมิดสิทธิส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายใดๆ ขณะเดียวกันกับมีโจรสองคนบุกเข้าบ้านลอดจ์ และฆ่าโรส ประกันมีท่าทีจะเบี้ยวไม่จ่ายเงินประกันชีวิต ส่วนนิกกี้ก็เห็นสิ่งผิดปรกติหลายอย่าง ที่เขาไม่กล้าพูด และไม่แน่ใจว่าใครจะฟัง เพราะเขาเป็นเพียงเด็กเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น
แมตต์ เดมอนในเรื่องนี้ไม่เหลือคราบจารชนคนอันตรายเจสัน บอร์น จากหนังตระกูล Bourne ทั้งสี่ภาค ดูเป็นพ่อบ้านธรรมดาๆ ที่อ้วนฉุและเชย แต่เป็นเจตนาของแมตต์ที่ตั้งใจจะให้เป็นแบบนี้ ขนาดค้นหาภาพเก่าๆ มาดู เพื่อหารูปร่างที่สมบทบาทพ่อบ้านยุค 50 ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกกำลังเหมือนคนยุคปัจจุบัน
และที่ว่าเหมือนหนังไทยสมัยเก่าก็เพราะ ผู้ร้ายหน้าตาบอกยี่ห้อมากเลย เดินเข้ามารู้ทันทีว่า นี่ต้องเป็นตัวโกงแน่ๆ เข้าปล้นบ้านคน ก็ไม่การปิดปังใบหน้า ปล่อยให้คนในบ้านทุกคนเห็นหน้าชัดเจน เท่านั้นยังไม่พอ บุกไปยังออฟฟิศของผู้ว่าจ้างด้วยมาดผู้ร้าย อย่างไม่เกรงกลัวว่าใครจะสงสัย พอถึงบทตาย ก็ตายง่ายๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือว่านี่จะเป็นตลกร้ายของหนังฝรั่งสไตล์นี้
ที่ผ่านมาแนวกำกับหนังของ คลูนีย์ ไม่เอาใจตลาด ชอบพูดถึงความสกปรกของการเมือง และวิพากษ์สังคมอเมริกา ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน แม้จะเป็นเรื่องฆาตกรรมอำพราง แต่ก็มีประเด็นเรื่องการเหยียดผิวที่คนผิวขาวทั้งหาเรื่อง และกล่าวหาคนผิวดำอย่างไร้เหตุผล และไร้สติ
ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือ หลอกคนให้ไปดูได้ ทั้งหนังตัวอย่างและคำโฆษณาที่โปรยไปคนละทิศละทางกับเนื้อเรื่อง หนังดูง่ายไม่ซับซ้อน เปิดเรื่องไม่เท่าไหร่ ก็ทราบแล้วว่าฆาตกรรมเกิดขึ้นเพราะอะไร เป็นหนังดูสบายไม่เครียด ไม่ขำ ดาราดังทั้งสาม แมตต์ เดมอน จูลี่แอนน์ มัวร์ และออสการ์ ไอแซค ที่แสดงเป็นเจ้าหน้าที่ประกันชีวิตจอมเจ้าเล่ห์ ก็แสดงแบบสบายๆ
บทหนักหน่อยอยู่ที่ นิกกี้ (โนอาห์ จู๊ป) ที่เรื่องนี้ได้แสดงฝีมือมากกว่า Wonder นิกกี้ได้เห็นการฆาตกรรมแม่ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เห็นความเปลี่ยนแปลงจากด้านสว่างไปสู่ด้านมืดของคนใกล้ชิด ได้เห็นว่าเมืองแห่งความฝันความสุข แท้จริงเป็นแค่ภาพลวงตา ปัจจัยที่จะทำให้เมืองน่าอยู่ เป็นชุมชนสมบูรณ์แบบ ไม่น่าจะอยู่ที่ความสวยสะอาดและความเป็นระเบียบของบ้านเมือง แต่อยู่ที่จิตใจของชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในชุมชนนี้มากกว่า

