The Shape of Water และ Downsizing สะท้อนชีวิตมนุษย์ผ่านเทพนิยายและโลกสมมุติ
The Shape of Water

เวทีหนังชิงรางวัลปีนี้ ไม่มีของสำนักไหนที่ไม่มีเรื่อง The Shape of Water
ล่าสุดผู้กำกับหนังเรื่องนี้ กิลเลอร์โม เดล โทโร ได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก Directors Guild Award (สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา) โดยก่อนหน้านี้ก็กวาดรางวัลจากเวทีลูกโลกทองคำ และ Critics’ Choice Awards
ที่ยังไม่ประกาศผลคือ บาฟต้า (ตุ๊กตาทองอังกฤษ) และ ออสการ์ ซึ่งเดล โทโร ก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมอีกเช่นกัน รวมทั้งหนังเรื่องนี้ยังได้รับการเสนอชิงรางวัลออสการ์สาขาอื่นๆ อีก 12 รางวัล (รวมทั้งหมด 13 สาขา)
เดล โทโร เป็นที่รู้จักดีในนามผู้กำกับหนังที่หลงใหลเรื่องแฟนตาซีและสัตว์ประหลาด หนังเกือบทุกเรื่องของเขาจะมีตัวละครที่แปลกๆ อย่าง Pan’s Labyrinth, Hell Boy หรือ Pacific Rim ซึ่งไม่ใช่แนวหนังออสการ์ ทำให้ที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เลย
ในขณะที่ผู้กำกับเม็กซิกันกลุ่มเดียวกัน ในนาม The three amigos ได้รับรางวัลออสการ์ไปแล้ว เช่น อัลฟองโซ คัวรอง จาก Gravity และ อาเลคันโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู จาก Birdman และ The Revenant
เรื่องราวใน The Shape of Water เกิดขึ้นช่วงสงครามเย็นปี 1962 มนุษย์น้ำที่ชาวพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้นับถือดุจเทพเจ้า ถูกจับมาทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ห้องทดลองลับของสหรัฐอเมริกา
เอไลซ่า (แซลลี ฮอว์กินส์) ภารโรงหญิงใบ้ที่มีหน้าที่เข้าไปทำความสะอาดห้องทดลอง ได้สื่อสารกับมนุษย์น้ำ (ดั๊ก โจนส์) และพบว่า ภายใต้รูปลักษณ์ที่แปลกประหลาดและน่ากลัว มนุษย์น้ำมีความรู้สึกเช่นมนุษย์ ความผูกพันที่เกิดขึ้น ทำให้เอไลซ่าตัดสินใจพามนุษย์น้ำหนี เมื่อเจ้าหน้าที่สตริคแลนด์ (ไมเคิล แชนนอน) ผู้ควบคุมการทดลอง จะทำการชำแหละมนุษย์น้ำ
ผู้ช่วยเธอมีเพียงศิลปินเกย์ตกยุคที่เป็นเพื่อนบ้าน ไจล์ส (ริชาร์ด เจนกินส์) และเซลด้า เพื่อนภารโรง (ออคตาเวีย สเปนเซอร์) งานช่วงชิง “สมบัติล้ำค่า” จากห้องทดลองนี้ใหญ่เกินไปไหม สำหรับคนชายขอบทั้งสาม และเทพนิยายผู้ใหญ่แนวแฟนตาซีแบบดาร์กๆ ที่พูดถึงความรักต่างสายพันธุ์ระหว่างสาวใบ้กับมนุษย์น้ำนี้จะจบลงอย่างไร?
หนังชิงออสการ์ส่วนใหญ่ดูและเข้าใจยาก แต่เรื่องนี้เข้าถึงง่าย นำเสนอแบบตรงไปตรงมา แม้เรื่องความรักข้ามสายพันธุ์ของมนุษย์กับสัตว์ป่า จะดูเหมือนนิยายสำหรับเด็ก แต่หนังเรื่องนี้ได้เรท R เพราะมีภาพความรุนแรงหลายฉาก เช่น การดึงนิ้วเน่าให้หลุดจากมือ ฉากแมวคอขาด ฉากเปลือย ฉากสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ฉากร่วมเพศ
แต่แม้จะมีฉากดังกล่าว งานภาพ งานกำกับศิลป์ของหนังเรื่องนี้สวยมาก ความที่เป็นหนังย้อนยุคและแฟนตาซี ทีมงานจึงออกแบบงานสร้างได้อย่างมีลูกเล่นและสวยงาม มีการถ่ายภาพใต้น้ำที่ทำให้ฉากบางฉากโดดเด่นและติดตา เช่น ฉากน้ำท่วมในห้องน้ำของตัวเอก และฉากใต้ทะเลที่ทิ้งท้ายไว้ตอนจบเรื่อง
หนังสอดแทรกประเด็นการเหยียดสีผิว เหยียดเชื้อชาติ เหยียดความแตกต่างจากคนปรกติ และการคุกคามทางเพศ ผ่านตัวร้ายของเรื่อง เจ้าหน้าที่สตริคแลนด์ ซึ่งบ้าอำนาจ หลงตัวเอง และวางตัวเหนือเพื่อนร่วมงานคนอื่น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทุกยุคสมัยและยังคงอยู่แม้ในปัจจุบัน
แซลลี่ ฮอว์กินส์ แสดงเป็นหญิงใบ้ที่ถ่ายทอดอารมณ์ด้วยภาษากาย ทางสีหน้า แววตาและท่าทางได้อย่างสมจริง เมื่อสมหวังในรัก ดวงตาเป็นประกาย อิ่มเอมแบบมีลับลมคมนัย จนแลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยที่แท้จริง เป็นการแสดงที่น่าจับตาสำหรับรางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม
ดนตรีประกอบฝีมือ อเล็กซานเดอร์ เดสแพลท กลมกล่อมย้อนยุคเข้ากับภาพบรรยากาศและเนื้อเรื่อง โทนเพลงชวนฝัน ออกแนวเหงาๆ อ่อนหวาน สะท้อนความล้ำลึกของท้องทะเล ขณะเดียวกันสื่ออารมณ์และแทนความรู้สึกของเอไลซ่าได้อย่างสวยงาม
The Shape of Water เข้าชิงออสการ์หลายสาขา แต่ขอฟันธงเล่นๆ ว่า ที่น่าจะได้คือ รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จะถูกหรือไม่คงต้องรอดู
Downsizing

อเล็กซานเดอร์ เพย์น เป็นผู้กำกับหนังที่ไม่ธรรมดา ที่ผ่านมาหนังที่เขากำกับ อาทิ Sideways (2005) และ The Descendants (2012) ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์หลายสาขา ทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม ฯลฯ และทั้งสองเรื่องคว้าออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
มาปีนี้ เพย์นกำกับหนังไอเดียล้ำ Downsizing ที่เขาเขียนบทร่วมกับคู่หู จิม เทย์เลอร์ ที่เคยเขียนบทหนังรางวัลออสการ์ Sideways ร่วมกัน
เล่าเรื่องการแก้ปัญหาประชากรล้นโลกโดยการย่อส่วนคนให้กลายเป็นมนุษย์จิ๋ว สูงแค่เพียงห้านิ้ว เพื่อให้การใช้ทรัพยากรในโลกน้อยลง มีการโฆษณาชวนเชื่อว่า การย่อส่วนเป็นทางออกเดียวที่จะแก้ปัญหาโลกแตก ทั้งยังเป็นการช่วยโลก แต่ เดฟ จอห์นสัน ตัวละครในเรื่องที่สมัครใจย่อส่วน บอก พอล ซัฟรานิค (แมตต์ เดมอน) ที่สนใจเรื่องนี้ว่า “มันคือการกอบกู้ชีวิตนายเองมากกว่า”
หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องวิกฤตวัยกลางคนตามสไตล์ถนัดของผู้กำกับ (หนังทั้งสองเรื่องที่ได้ออสการ์ของเขาก็เล่าเรื่องชีวิตชายวัยกลางคนที่ค่อนข้างธรรมดาๆ) พอล และ ออเดรย์ (คริสเตน วิก) เป็นคู่สามีภริยาชนชั้นกลาง ที่อยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่มีความฝันอยากมีบ้านสวยและชีวิตที่สุขสบาย
การ Downsizing เหมือนเป็นทางออกของการแก้ปัญหา เพราะใน “ลีเชอร์แลนด์” นิคมมนุษย์ย่อส่วน เงินแค่ห้าหมื่นกว่ามีค่าเท่ากับสิบสองล้านเหรียญสหรัฐ พอลไม่ต้องทำงานก็สามารถมีชีวิตหรูหราและบ้านใหญ่โตดังฝัน
แต่พอลฝันสลาย เขาตื่นขึ้นมาจากการย่อส่วนและพบว่าออเดรย์เปลี่ยนใจ ทิ้งเขาไว้ลำพังกับโลกใบใหม่ บ้านใหญ่หรูหรา ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว พอลจำต้องหย่าและย้ายไปอยู่คอนโด ที่ทำให้เขาได้พบกับ ดูซาน (คริสทอฟ วอลท์ซ) นักธุรกิจเสเพลย์บอย ที่ดูเพี้ยนๆ ไร้สาระ และ ง็อคแลนทราน (ฮอง เชา) สตรีขาพิการ นักประท้วงชาวเวียดนาม ที่ถูกรัฐบาลจับย่อส่วน และส่งมามีชีวิตอยู่ในด้านมืดของนิคมลีเชอร์แลนด์
Downsizing เสนอมุมมองการใช้ชีวิตของตัวละครหลักที่แตกต่างกัน ในโลกย่อส่วน พอลมีชีวิตที่หดหู่หงอยเหงา ดูซาน มีธุรกิจสีออกเทาๆ แต่ใช้ชีวิตรื่นรมย์ไม่รู้ร้อนรู้หนาว เขาบอกพอลว่า “ออกไป และเปิดตาให้กว้าง โลกเต็มไปด้วยอะไรมากมายให้ได้เห็น” ง็อคแลน โผงผาง เจ้ากี้เจ้าการ เผด็จการพอๆ กับที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ทั้งสองคนคือโอกาสครั้งที่สองที่พอลได้รับ ที่จะแสวงหาตัวเอง และหาคำตอบว่า ที่แท้แล้วคนเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร
หนังแตะหลายประเด็น เรื่องการสิ้นโลก เสียดสีการเมือง จิกกัดเรื่องเศรษฐกิจและชนชั้นในอเมริกา มีทั้งตลกและดราม่า คนดูบางคนอาจชอบหนังเรื่องนี้มาก แต่บางคนอาจเบื่อเพราะหนังเล่าเรื่องแบบเรียบๆ
สีสันของหนังเกิดจากการแสดงของนักแสดงเด่นสองคน คนแรก คริสทอฟ วอลท์ซ นักแสดงรางวัลออสการ์สมทบชายยอดเยี่ยมจากบทนาซีในหนัง Inglorious Bastards และตัวร้ายหลักในหนังเจมส์ บอนด์ ตอน Spectre ที่ผ่านมา วอลท์ซมักรับบทร้ายหรือโหด แต่ในบทดูซาน เขาดูบ๊องๆ ตลก และหลุดโลก แม้ไร้สาระแต่เขาทำให้พอลฉุกคิดและหันมาลองดำเนินชีวิตในแบบใหม่ ที่ทำให้พอลรู้จักง็อคแลน
ฮอง เชา ในบทหญิงเวียดนาม ไม่สวยแถมพิการ พูดภาษาอังกฤษแปร่งๆ และโบรคเค่นตลอดทั้งเรื่อง เป็นความงดงามที่สุดของหนังเรื่องนี้
โดยปรกติถ้าไม่ใช่หนังร่วมทุนสร้าง ดาราเอเชียมักไม่ใช่ตัวนำหรือมีบทเด่น แต่ฮอง เชา ในบทง็อคแลน (แปลว่ากล้วยไม้หยก) สามารถพาการแสดงของเธอไปสู่การได้เสนอชื่อชิงรางวัลนักแสดงสมทบหญิง ในเวทีลูกโลกทองคำครั้งที่ 75 ประจำปีนี้ได้ แม้จะพลาดรางวัล แต่บทบาทของเธอเป็นที่น่าจดจำ และทำให้ผู้หญิงที่ครั้งแรกดูไม่สวยกลายเป็นคนสวยขึ้นมาได้ เพราะสิ่งที่เธอทำสะท้อนจิตใจที่งดงามและน่ายกย่อง
ทั้งยังเป็นตัวละครที่สะท้อนสารที่ผู้กำกับ เพย์น ต้องการสื่อให้คนดูคิด คนเรากอบกู้โลกได้หลายทาง แสวงหาวิทยาการ หรือค้นคิดอุปกรณ์ทันสมัยเพื่อหยุดยั้งวันสิ้นโลก หรือแค่ทำชีวิตให้มีความหมายและมีค่าด้วยการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และดูแลเพื่อนมนุษย์รอบตัวให้มีความสุข

