
นุ่งโจงกระเบน แสดงความเป็นไทยได้แจ่มแจ้งสนิทสนมกลมกลืนอย่างยิ่ง กับหลักฐานวิชาการทุกด้าน เช่น ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, มานุษยวิทยา, ภาษาและวรรณคดี เป็นต้น
เพราะโจงเป็นคำไม่ไทย แต่เป็นคำเขมรและเป็นวิธีนุ่งผ้าแบบเขมร ที่ถูกยืมใช้นานจนลืม จึงเข้าใจว่าเป็นภาษาไทยและเป็นแบบไทย
สะท้อนการกลืนกลายความเป็นอื่นให้เป็นไทย สนับสนุนความจริงว่าความเป็นไทยมาจากความไม่ไทย หรือไทยมาจากไม่ไทย ตามที่ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชี้ทางบรรเทาทุกข์ไว้ในหนังสือ ความไม่ไทย ของคนไทย (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2559 เล่มละ 130 บาท)
อยุธยา เป็นทายาทรัฐขอมละโว้ (ลพบุรี) รับมรดกเขมร พูดภาษาเขมร เขียนอักษรเขมร (ไทยเรียกอักษรขอม) ประชากรในรัฐประกอบด้วยคนนานาชาติพันธุ์ร้อยพ่อพันแม่
ต่อมาคนเหล่านั้นใช้ภาษาไต-ไท เป็นภาษากลางทางการค้าและการสื่อสารสาธารณะ นานเข้าก็กลายตนเองเป็นไทย, คนไทย ดัดแปลงอักษรเขมรเป็นอักษรไทย (ไทยไม่ได้ประดิษฐ์ทั้งหมดขึ้นเอง)
ภาษาเขมรบางกลุ่มถูกยกเป็นราชาศัพท์ แต่ทั่วไปจำนวนไม่น้อยถูกใช้เป็นภาษาไทย เช่น จมูก, เดิน ฯลฯ
เขมรกลายเป็นไทยแท้ เคยมีในข้อเขียนของหลวงวิจิตรวาทการ (เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี และอธิบดีกรมศิลปากร) ประพันธ์บทเพลงดนตรีประวัติศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2482 พรรณนาตอนหนึ่งว่า “เลือดเขมรปนไทยไกลจากเดิม ไทยยิ่งเพิ่มเขมรกลายเป็นไทยแท้”
ประวัติศาสตร์ไทยไม่เหมือนเดิม ความเป็นไทยเข้าใกล้ความมีอยู่จริงตามหลักฐานวิชาการมากขึ้น คนทั่วไปรับได้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดีเยี่ยม ว่าไทยเป็นลูกผสมนานาชาติพันธุ์ร้อยพ่อพันแม่
ชนชาติไทยเชื้อชาติไทยซึ่งไม่มีอยู่จริง ของทางการค่อยๆ ลดความน่าเชื่อถือ แล้วในที่สุดต่อไปก็ไม่มีใครเชื่อถือ ไม่มีใครสนใจพูดถึงอีก เหมือนประกาศกำหนดเลือกตั้งแล้วเลื่อนไปเรื่อยๆ ตามยถากรรม จนกลายเป็นประกาศของเด็กเลี้ยงแกะในนิทานอีสป
