เมื่อวันที่ 7 เมษายน ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุดที่เคยได้รับทุนรัฐบาลไทย (ทุน ก.พ.) ตามความต้องการของกรมบังคับคดีไปศึกษากฎหมายต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เผยแพร่ “เหตุบ้านการเมืองของสยามในละครบุพเพสันนิวาสจากมุมมองของคนฝรั่งเศส ตอนที่ 1และตอนที่ 2 ซึ่งแปลจากหนังสือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและสยามในระหว่างปี ค.ศ. 1680 ถึง 1907 (พ.ศ. 2223 ถึง 2450) ที่เขียนด้วยภาษาฝรั่งเศส ของกับตันโซเว่ ซึ่งรวบรวมเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและสยามโดยอ้างอิงจากเอกสารภาษาฝรั่งเศสที่เขียนขึ้นทั้งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์และภายหลังจากนั้น มีความตอนหนึ่งของตอนที่ 2 ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเบื้องหลังของการที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ส่งคณะราชทูตฝรั่งเศสคณะแรกมาสยามและการลงนามในสนธิสัญญาด้านศาสนาและการค้าระหว่างสยามและฝรั่งเศส ความว่า
“พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถูกโน้มน้าวจากการเสนอความคิดที่จะทำให้สมเด็จพระนารายณ์เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ และพระองค์ก็ถูกโน้มน้าวให้เชื่อว่าสมเด็จพระนารายณ์พร้อมที่จะเปลี่ยนศาสนา และหากสามารถทำให้สมเด็จพระนารายณ์เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ชาวสยามก็ย่อมจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ตามไปด้วย ซึ่งหากสำเร็จลง ฝรั่งเศสจะกลายเป็นชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในแดนตะวันออกไกล และเพื่อสนองตอบต่อความประสงค์ของสมเด็จพระนารายณ์ที่ต้องการการสนับสนุนจากฝรั่งเศสเพื่อปกป้องสยามจากการรุกรานของฮอลันดาด้วย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงได้แต่งตั้งราชทูตจากฝรั่งเศสคณะแรกเดินทางไปสยาม โดยมีเชอวาลิเยร์ เดอ โชมงท์ เป็นหัวหน้าคณะราชทูต และมีบุคคลอื่นที่อยู่ในคณะราชทูต เช่น บาทหลวงเดอ ชัวซี ท่านเค้านท์ฟอร์บัง และบาทหลวงกีย์ ตาชาร์ด เป็นต้น บาทหลวงตาชาร์ด นี้ถือเป็นบุคคลที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดในคณะราชทูตฝรั่งเศส
จุดประสงค์ที่เปิดเผยของคณะราชทูตฝรั่งเศสในการเดินทางมาสยามในครั้งนี้นั้นเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างฝรั่งเศสและสยาม แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงคือเพื่อให้บรรลุภารกิจในการทำให้กษัตริย์ของสยามเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ให้ได้ ตามที่ได้รับการโน้มน้าวทางความคิดจากบาทหลวงฝรั่งเศสคณะเยซูอิต
คณะราชทูตฝรั่งเศสออกเดินทางจากเมืองเบรสท์ในฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1685 (พ.ศ. 2228) ด้วยเรือชื่อลัวโซ และลามารีน โดยเชอวาลิเยร์ เดอ โชมงท์ และคณะราชทูตเดินทางมาถึงสยามเมื่อวันที่ 22 กันยายน และได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ในปีเดียวกัน และได้นำราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และของกำนัลอันล้ำค่าจำนวนมากมายมาถวายแด่สมเด็จพระนารายณ์ด้วย
สำหรับสมเด็จพระนารายณ์และคอนสแตนติน ฟอลคอนแล้ว ไม่มีสิ่งใดสำคัญยิ่งไปกว่าการอาศัยความเป็นพันธมิตรระหว่างสยามและฝรั่งเศสมาปกป้องสยามจากการรุกรานของฮอลันดา แต่สำหรับเชอวาลิเยร์ เดอ โชมงท์แล้ว ตราบใดที่สมเด็จพระนารายณ์ยังไม่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ การปกป้องสยามจากฮอลันดานี้ก็เป็นเพียงแค่ภารกิจรอง แต่ในที่สุดเมื่อไม่สามารถบรรลุภารกิจหลักให้สมเด็จพระนารายณ์เปลี่ยนศาสนาได้ เชอวาลิเยร์ เดอ โชมงท์ ก็จำต้องล้มเลิกภารกิจนี้ และหันมาลงนามในสนธิสัญญาด้านศาสนาที่เมืองละโว้ (ลพบุรี) กับสยาม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1685 (พ.ศ. 2228) โดยมีคอนสแตนติน ฟอลคอน เป็นผู้แทนพระองค์ของกษัตริย์สยามในการลงนามในครั้งนั้น สนธิสัญญามีเนื้อหาทั้งสิ้น 5 มาตรา เกี่ยวข้องกับการรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนาคริสต์ และการปกป้องคุ้มครองคณะมิชชันนารีฝรั่งเศสและชาวสยามที่เข้ารีตมานับถือศาสนาคริสต์ และมีข้อตกลงที่อนุญาตให้คณะบาทหลวงฝรั่งเศสเปิดโรงเรียนและสามารถเผยแพร่ศาสนาได้ทั่วทุกแห่งในสยามเว้นเสียแต่ในหมู่ขุนนางและชนชั้นปกครองของสยาม
นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนามในสนธิสัญญาด้านการค้าอีกฉบับต่างหากที่ละโว้ (ลพบุรี)ในวันถัดมา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1685 (พ.ศ. 2228) ซึ่งมีเนื้อหาทั้งสิ้น 9 มาตรา ให้เสรีภาพในการค้าทั้งหมดแก่บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศสภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดบางประการ ข้อตกลงที่ฝรั่งเศสดูจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากคือการยกสงขลาให้อยู่ในความปกครองดูแลของฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ในฝรั่งเศสเองกลับเห็นว่าตามข้อตกลงในสนธิสัญญาการค้าฉบับนี้ ฝ่ายฝรั่งเศสได้รับประโยชน์จากสยามน้อยกว่าสนธิสัญญาการค้าฉบับอื่น ๆ
คอนสแตนติน ฟอลคอนซึ่งให้สิทธิพิเศษและประโยชน์ต่าง ๆ มากมายแก่ฝรั่งเศสโดยอาศัยสนธิสัญญาศาสนาและการค้าดังกล่าว ต้องการจะให้สยามและฝรั่งเศสลงนามในสนธิสัญญาความเป็นพันธมิตรทางการเมืองอีกฉบับหนึ่งด้วย แต่ได้รับการปฏิเสธจากเชอวาลิเยร์ เดอ โชมงท์ ซึ่งเห็นว่าสนธิสัญญาฉบับนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม คอนสแตนติน ฟอลคอนไม่ได้ละทิ้งความพยายามที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสยามและฝรั่งเศส ซึ่งบาทหลวงตาชาร์ดเห็นด้วยกับความคิดในเรื่องนี้ของคอนสแตนติน ฟอลคอน และนำไปสู่การผลักดันของคอนสแตนติน ฟอลคอนให้มีการส่งราชทูตสยามคณะใหม่ซึ่งมีพระวิสุทธสุนทร (โกษาปาน) เป็นหัวหน้าคณะราชทูต ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาได้เดินทางไปฝรั่งเศสพร้อมกับคณะราชทูตของเชอวาลิเยร์ เดอ โชมงท์ ซึ่งเดินทางกลับไปฝรั่งเศสหลังจากพำนักอยู่ในสยามได้ราว 2 เดือน ส่วนท่านเค้านท์ฟอร์บังหนึ่งในคณะราชทูตฝรั่งเศสยังคงพำนักอยู่ต่อในสยามเนื่องจากสมเด็จพระนารายณ์โปรดให้รับราชการในราชสำนักสยามในตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือสยาม”

