เผยเอกสารฝรั่งเศส เหตุ’ฟอลคอน’ชิงบัลลังก์’พระนารายณ์’เหลว ทหารไม่มาตามนัด ทีม’พระเจ้าหลุยส์14’แตก 3 ก๊ก ‘พระเพทราชา’ยึดอำนาจสำเร็จ
ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเคยได้รับทุนรัฐบาลไทยไปศึกษากฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เผยแพร่บทความ “เหตุบ้านการเมืองของสยามในละครบุพเพสันนิวาสจากมุมมองของคนฝรั่งเศส ตอนที่ 1 และตอนที่ 3 ” ซึ่ง ดร.ธนกฤตแปลจากหนังสือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและสยามในระหว่างปี ค.ศ.1680 ถึง 1907 (พ.ศ. 2223 ถึง 2450) ที่เขียนด้วยภาษาฝรั่งเศสของกัปตันโซเว่นั้น
เมื่อวันที่ 9 เมษายน ดร.ธนกฤต ได้เผยแพร่ “เหตุบ้านการเมืองของสยามในละครบุพเพสันนิวาสจากมุมมองของคนฝรั่งเศส ตอนที่ 4” มีความว่า การที่ซิมง เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส และนายพลเดฟาร์จส ผู้บัญชาการกองทหารฝรั่งเศส ไม่ได้ดำเนินการที่จะต้องกระทำอย่างเพียงพอ เพื่อให้บรรลุภารกิจอันยิ่งใหญ่และสำคัญที่ได้รับมอบหมาย ทำให้ฝรั่งเศสต้องชดใช้บทเรียนราคาแพงที่มีมูลค่ามากมายมหาศาลนี้ ด้วยความล้มเหลวในการช่วงชิงราชบัลลังก์สยาม และการจบชีวิตลงของคอนสแตนตินฟอลคอน นักเผชิญโชคชาวกรีกซึ่งมีอำนาจมากมายในสยาม นอกจากนี้ การที่รัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ส่งคณะราชทูตฝรั่งเศสมาสยามเพื่อมุ่งดำเนินภารกิจทั้ง 3 ประการให้สำเร็จลุล่วงในคราวเดียวกัน คือ การช่วงชิงราชบัลลังก์สยาม การเจรจาทางการค้า และการทำให้สมเด็จพระนารายณ์เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของใคร ระหว่างคำสั่งของหัวหน้าคณะราชทูต ผู้บัญชาการกองทหาร หรือบาทหลวงตาชาร์ด อันนำมาซึ่งความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกันในหมู่คณะของฝรั่งเศสและความล้มเหลวของการส่งคณะราชทูตฝรั่งเศสมาสยามในครั้งนี้ โดยแต่ละฝ่ายต่างก็ต้องการถือปฏิบัติตามคำสั่งของฝ่ายตนเท่านั้น ซึ่งสร้างความสับสนให้แก่บรรดาผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก
อีกทั้งความเย่อหยิ่งยโสของซิมง เดอ ลาลูแบร์ และความขัดแย้งอย่างหนักระหว่างซิมง เดอ ลาลูแบร์ และคอนสแตนติน ฟอลคอน ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งสูงสุดของขุนนางในราชสำนักสยามที่ตำแหน่งสมุหนายก (ซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส) ก็ทำให้การดำเนินการตามแผนการที่คอนสแตนติน ฟอลคอนและฝรั่งเศสได้วางเอาไว้ต้องประสบปัญหาและอุปสรรค
คณะทูตฝรั่งเศสได้เดินทางกลับไปฝรั่งเศส โดยเดินทางถึงเมืองเบรสท์ ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1688 (พ.ศ. 2231) ในช่วงเวลานั้นที่สยาม ก็ได้เกิดเหตุการณ์พระเพทราชาชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระนารายณ์ โดยได้รับความช่วยเหลือส่วนหนึ่งจากชาวฝรั่งเศสซึ่งดวงตามืดบอดจากความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อคอนสแตนติน ฟอลคอน จนทำให้ไม่รู้ถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่ฝรั่งเศสบ้านเกิดเมืองนอนของตนจะได้รับ คอนสแตนติน ฟอลคอนถูกประหารชีวิตและตายอย่างทุกข์ทรมานด้วยความองอาจกล้าหาญอย่างที่สุด หลังจากนั้นไม่นานสมเด็จพระนารายณ์ก็สวรรคตด้วยโรคที่ลึกลับแปลกประหลาด พระเพทราชาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์สยามองค์ต่อไปและเพื่อสร้างความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์จึงได้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาพระองค์เดียวของสมเด็จพระนารายณ์ (กรมหลวงโยธาเทพ) โดยการที่นายพลเดฟาร์จลังเลใจไม่ส่งกองทหารฝรั่งเศสจากบางกอกมาละโว้ (ลพบุรี) เพื่อช่วยเหลือคอนสแตนติน ฟอลคอน ตามที่ได้ตกลงกันไว้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พระเพทราชาประสบความสำเร็จในการชิงราชสมบัติ หากนายพลเดฟาร์จสตัดสินใจส่งกองทหารฝรั่งเศสมาละโว้แล้ว แผนการชิงราชสมบัติของพระเพทราชาย่อมสำเร็จลงไม่ได้

พระเพทราชาได้กระทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่สมเด็จพระนารายณ์ได้กระทำไป พระองค์ขับไล่ทหารฝรั่งเศสให้ออกไปจากบางกอกและมะริด ชาวฝรั่งเศสที่พักอาศัยอยู่ในสยามถูกจับกุมตัวและคุมขัง สิทธิพิเศษและประโยชน์ที่ฝรั่งเศสเคยได้รับ โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางการค้าของฝรั่งเศสในบริษัทอินเดียตะวันออกที่ตั้งอยู่ในสยามตกไปอยู่แก่ฮอลันดา ซึ่งเป็นศัตรูทางด้านการค้าและการสงครามกับฝรั่งเศส แต่กลายมาเป็นพันธมิตรกับกษัตริย์สยามองค์ใหม่

ในช่วงระยะเวลา 15 ปี ของการขึ้นครองราชย์ของพระเพทราชา ความสัมพันธ์ระหว่างสยามและฝรั่งเศสได้หยุดชะงักลงไป ภายหลังจากการสวรรคตของพระเพทราชาในปี ค.ศ. 1703 (พ.ศ. 2246) กษัตริย์พระองค์ใหม่ (พระเจ้าเสือ) ได้ขึ้นครองราชย์ต่อ และพระองค์มีความประสงค์ที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสยามและฝรั่งเศสขึ้นอีกครั้ง โดยได้แจ้งเรื่องนี้ให้มองเซ็นเยอร์หลุยส์ เดอ ซิเซ่ สังฆราชแห่งซาบูลาทราบ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ตรึงเครียดที่เกิดขึ้นในยุโรปในขณะนั้น ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไม่อาจตอบรับข้อเสนอที่น่ายินดีของกษัตริย์สยามนี้ได้ โอกาสอันดีในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสยามและฝรั่งเศสจึงหลุดลอยไป และนี่คือจุดสิ้นสุดอิทธิพลของฝรั่งเศสในสยามที่ดำเนินมาตั้งแต่ครั้งสมัยสมเด็จพระนารายณ์

