เมื่อวันที่ 9 เมษายน ช่วงสัปดาที่ผ่านมา พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และ ศ.ดร.ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ฮ.ศุภวุฒิ จันทสาโร นักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรง ได้รับเชิญจากนายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ไปพูดคุยในหัวข้อ ‘พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับจังหวัดราชบุรี’ ทั้งนี้ พล.อ.นิพัทธ์ ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ศึกษามานานพอสมควรเรื่องเมืองราชบุรีซึ่งเป็นเมืองที่พระมหากษัตริย์แต่ครั้งโบราณไปทำศึกสงครามแล้วกวาดต้อนผู้คน 8 เผ่าพันธุ์/กลุ่มชาติพันธ์ 8 กลุ่มมาไว้ที่เมืองราชบุรี มาไกลสุดคือ จากเชียงแสน เมืองราชบุรีเป็นพื้นที่การสงคราม ‘ศึกบางแก้ว’ ซึ่งเมื่อ พ.ศ. 2317 ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เคยมีรับสั่งให้ เจ้าพระยาจักรี (ต่อมาปราบดาภิเษกเป็นพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ) เป็นแม่ทัพมาทำศึกกับกองทัพพม่าในพื้นที่คาบเกี่ยว กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี หลังการรบแบบชาญฉลาด 47 วัน ในที่สุด กองทัพพม่าต้อง มอบตัว บาดเจ็บ ล้มตาย ถอยทัพ สร้างขวัญและกำลังใจแก่ชาวสยามยิ่งนัก เพราะเมื่อ พ.ศ. 2310 อยุธยาแตกพ่ายยับเยินจากการทำศึกกับพม่า
นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ที่มาร่วมเสวนา กล่าวถึงพระเกียรติคุณของ หลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีที่ต่อมาภายหลังได้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ศ.ดร.ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นักประวัติศาสตร์มืออาชีพ ขุดประวัติศาสตร์ของเชื้อพระวงศ์หนุ่มอายุราว 24 ปีที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมาเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี มาแต่งงานกับสาวแม่กลอง ท่านใช้ชีวิตที่ราชบุรีราว 7 ปี ต่อมาเข้าไปรับราชการในกรุงธนบุรี เจริญก้าวหน้ามีฝีมือในการรบ เป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และปราบดาภิเษกเป็น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และ อจ. ยังมีเกร็ดประวัติศาสตร์ที่พาเพลินอีกหลายบท ขณะที่ ฮ.ศุภวุฒิ จันทสาโร ได้เล่าเรื่องบทบาทบรรพบุรุษชาวจีนที่อพยพเข้ามาสยามร่วมการศึกสงคราม

พล.อ.นิพัทธ์ ได้กล่าวต่อในวงเสวนาว่า เมื่อ พ.ศ. 2559 ผมเองเคยเขียนบทคววามลง ‘มติชน’ เปิดเผย เรื่องจริงในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกชายฝั่งอ่าวไทยเมื่อ 8 ธันวาคม 2484 มีทหารญี่ปุ่นหลงรักชอบพอกับสาวเมืองราชบุรี สาวไทยพาทหารญี่ปุ่นหนีไปอยู่เมืองแม่กลอง เมื่อสงครามสงบแล้วจึงกลับมาปลอมประวัติเป็นชาวจีน ปักหลักใช้ชีวิตที่ต. โคกหม้อ อ. เมือง ราชบุรี ชาวบ้านเรียกแกว่าลุงดำ มีลูกหลาน มีตัวตนถึงปัจจุบัน ถือเป็นตำนานรักที่หวานชื่น ขื่นขมเทียบเคียงได้กับ ‘โกโบริ-อังศุมาลิน’ ที่ชาวราชบุรีไม่เคยทราบมาก่อน เพื่อให้สืบค้นตัวตนเพราะเป็นเรื่องที่น่ารัก น่าเอ็นดู
พล.อ.นิพัทธ์ ยังกล่าวตบท้ายการเสวนาด้วยเรื่องจริงอีก 1 เรื่องว่า ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นเข้ามาตั้งค่ายทหารในเมืองราชบุรีเพื่อเป็นกองบัญชาการสร้างทางรถไฟจาก ‘ชุมทางหนองปลาดุก’ ไปผ่านกาญจนบุรี เพื่อจะส่งทหารรุกเข้าไปยึดพม่า กองทัพสัมพันธิตร ( อเมริกา อังกฤษ ฯลฯ ) ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี ราชบุรี ชุมพร เพื่อถล่มค่ายทหารญี่ปุ่นในไทย ในปี พ.ศ. 2488 สะพานจุฬาลงกรณ์ ในตัวเมืองราชบุรีโดนระเบิด สะพานขาดกระจุย ทหารญี่ปุ่นเกณฑ์ชาวราชบบุรีมาช่วยซ่อมสร้างสะพานเเป็นสามารถ เพราะทางรถไฟเส้นนี้คือ เส้นเลือดใหญ่การส่งกำลังบำรุง การซ่อมเป็นไปอย่าเร่งรีบตามคำสั่งแม่ทัพญีปุ่นซ่อม สร้างเสร็จ ทหารญี่ปุ่นจึงเอาหัวรถจักรไอน้ำค่อยๆ วิ่งไปบนสะพานเพื่อทดสอบน้ำหนัก วันประวัติศาสตร์ที่ชาวราชบุรีไม่เคยลืม คือ สะพานเหล็กหัก หัวรถจักรไอน้ำพุ่งลงไปในแม่น้ำกลางเมืองราชบุรี เสียงน้ำแตกกระจายเมื่อกระทบหัวรถจักร์ดังราวฟ้าผ่ากลางวัน ….

พล.อ.นิพัทธ์ ยังเล่าว่า เมื่อราว พ.ศ. 2535 เจ้ากรมการทหารช่าง เลือดเนื้อชาวราชบุรี ส่งทหารช่างจาก กรมทหารช่างที่ 11 โดยมี พ.อ.คณิต แจ่มจันทรา เพื่อนร่วมรุ่น จปร. ชาวราชบุรี เพื่อจัดชุดดำน้ำลงไปตรวจสอบตามเสียงเล่าลือ ชุดดำน้ำทหารช่าง พบหัวรถจักร์ไอน้ำของจริงที่จมโคลนอยู่บริเวณตอม่อมี่ 2–3 ใต้สะพาน ถ่ายภาพมาแต่น้ำขุ่นมากภาพไม่ชัด พร้อมทั้งยังพบระเบิดขนาดมหึมา ที่ทิ้งมาจากเครื่องบินในบริเวณใกล้เคียงอีก 3 ลูกที่ยังแน่นิ่งในน้ำ ผมเคยเขียบบทความเรื่องหัวรถจักรนี้ลงใน ‘มติชน’ เมื่อปี 2559 แต่เงียบหายไป จึงนำเรื่องจริง 2 เรื่องของราชบุรีมาเล่าแถลง ( นอกประเด็นเสวนา ) ต่อท่าน ผวจ.และท่านผู้ฟังในงานเสวนา เพื่อเป็นข้อมูลที่จะพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวเมืองราชบุรีต่อไป


