องค์กรสิทธิชี้ใช้โทษประหารทำไทยล้าหลังกว่าเพื่อนบ้าน ประหารโดยรัฐ ฆ่าคนไม่ต่างอาชญากร

19.06.18 | 17:27 น.

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เผยแพร่แถลงการณ์ “รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดในการยุติการพักการประหารชีวิต การประหารชีวิตโดยรัฐก็เป็นการฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเช่นกัน” จากกรณีที่กรมราชทัณฑ์ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วยการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดหนึ่งรายโดยการฉีดยาพิษ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการยุติการพักการประหารชีวิตในทางปฏิบัติครั้งนี้หลังจากได้มีการประหารชีวิตด้วยการฉีดยาสารพิษครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2552 ทั้งที่เหลือเวลาอีกเพียง 14 เดือนที่ประเทศไทยจะได้รับการยอมรับว่าได้พักการประหารชีวิตในทางปฏิบัติติดต่อกันเป็นเวลา10 ปี ทำให้ประเทศไทยพลาดโอกาสได้รับการประกาศว่าเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ ทั้งนี้การยกเลิกโทษประหารชีวิตเป็นเจตจำนงที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ที่จะออกกฎหมายให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในท้ายที่สุด และพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศคือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ทั้งสวนทางกับคำประกาศของรัฐบาลไทยที่กำหนดให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ อันจะมีผลทำให้คำมั่นสัญญาและสัจวาจาที่รัฐบาล คสช. ให้ไว้กับประชาชนและนานาชาติขาดความน่าเชื่อถือ


การประหารชีวิตในครั้งนี้ หลังจากได้พักการประหารชีวิตมาเกือบ 10 ปี ทำให้ประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นประเทศที่ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนหลายประเทศ โดยประเทศกัมพูชาและฟิลิปปินส์ ได้ยกเลิกกฎหมายที่ให้มีโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภทไปหลายปีแล้ว ส่วนลาว พม่า และบรูไน ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ ประเทศไทยยังล้าหลังในระดับสากล กล่าวคือ ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 57 ประเทศที่ยังคงบทลงโทษประหารชีวิต ในขณะที่ 141 ประเทศในโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรปทุกประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตและมีการรณรงค์อย่างกว้างขวางในการยุติโทษประหารชีวิตในประเทศอื่นทั่วโลก เช่น สหราชอาณาจักรที่มีเป็นสำนักงานใหญ่ของการเคลื่อนไหวขององค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลที่กรุงลอนดอน หรือการรณรงค์ของรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่มีการสนับสนุนการรณรงค์การต่อต้านโทษประหารชีวิตผ่านสถานทูตทั่วโลกเป็นต้น

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิฯกล่าวว่า การที่กรมราชทัณฑ์กล่าวอ้างว่าสหรัฐอเมริกาและจีนยังเป็นประเทศที่มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิต เป็นสิ่งที่น่าอับอาย ด้วยเหตุผลเป็นการปกป้องสังคมและพลเมืองส่วนใหญ่ให้พ้นจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมมากกว่าเน้นสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายนั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องด้วยการลงโทษด้วยการจำคุกตลอดชีวิตที่ไทยดำเนินมาเกือบ 9 ปีก็เป็นการแยกบุคคลที่กระทำความผิดออกมาเพื่อปกป้องสังคมและให้พลเมืองพ้นจากการเป็นเหยื่ออาชญากรรม ตลอดจนเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้นอยู่แล้ว

“การเดินทางไปสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐฝรั่งเศสในระหว่างวันที่ 20-25 มิถุนายนนี้ของนายกรัฐมนตรีของไทยนั้น อาจต้องไปตอบคำถามถึงการตัดสินใจประหารชีวิตผู้ต้องโทษอายุ 26 ปีนี้และอาจเป็นเงื่อนไขให้การร่วมมือในกิจการต่างๆ ถูกกดดันจากทั้งตัวแทนรัฐบาลและภาคประชาสังคมของทั้งสองประเทศ ขอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวคิดว่าการประหารชีวิตจะเป็นการปกป้องสังคม เพราะการประหารชีวิตแม้กระทำโดยรัฐ ก็เป็นการฆ่าผู้อื่นโดยการทารุณโหดร้ายและละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับที่กระทำโดยอาชญากรเช่นกัน การประหารชีวิตไม่มีผลในการยุติการก่ออาชญากรรม ในทางตรงกันข้ามกลับอีกทั้งสร้างวงจรความเกลียดชังและความรุนแรงในสังคมอย่างไม่จบสิ้น”

Advertisement