เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่สวนสาธารณะสมเด็จพระศรีนครินทร์ 95 (เขาแปะช้อย) เทศบาลนครตรัง อ.เมือง จ.ตรัง พ.ต.ท.ประเสริฐ สงแสง รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองตรัง พ.ต.ท.จำรูญ สังขารา สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองตรัง ลงพื้นที่เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมคดีนายธีรศักดิ์ หรือมิ๊ก หลงจิ นักโทษที่กรมราชทัณฑ์ลงโทษตามคำพิพากษาประหารชีวิตด้วยการฉีดยาหลังจากก่อคดีฆ่าชิงทรัพย์ นายดนุเดช สุขมาก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 ทั้งนี้ พ.ต.ท.ประเสริฐ ได้มีการเขียนแผนที่อย่างละเอียดอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางตำรวจจะได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งนำสำนวนการสอบสวนมาดูอีกครั้งจะวางแนวทางการสืบสวนสอบสวนอย่างไรเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เพื่อติดตามจับกุมคนร้ายที่เหลืออีก 1 คน มาดำเนินคดี
พ.ต.ท.ประเสริฐกล่าวว่า หลังจากที่นายสุนทร-นางยุคล สุขมาก พ่อแม่นายดนุเดช สุขมาก (เหยื่อฆาตกรนักโทษประหารชีวิต) ธีรศักดิ์ หรือ มิ๊ก หลังจิ ยื่นหนังสือร้องขอต่อ พล.ต.ต.สมพงศ์ ทองใบ ผบก.ภ.จว.ตรัง ให้มีการรื้อคดีเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายที่ร่วมกันฆ่านายดนุเดช นั้น ล่าสุด พล.ต.ต.สมพงศ์ เซ็นคำสั่งแต่งตั้งชุดคลี่คลายคดี โดยมี พ.ต.อ.คำรณ ยอดรักษ์ รอง ผบก.ภ.จว.ตรัง รับผิดชอบงานสืบสวน และ พ.ต.อ.กิตติ์ธเนศ ธนันท์ทวี รอง ผบก.ภ.จว.ตรัง รับผิดชอบงานสอบสวน ในส่วนของ สภ.เมืองตรัง พ.ต.อ.อลงกรณ์ สีมาวุธ ผกก.สภ.เมืองตรัง รับผิดชอบ มีตนเป็นหัวหน้าดูแลด้านการสอบสวน พร้อมพนักงานสอบอีก 10 นาย ร่วมคลี่คลายคดี
พ.ต.ท.ประเสริฐกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา จะเรียกผู้เสียหายทั้ง นายสุนทร และนางยุคล ซึ่งเป็นพ่อแม่ของนายดนุเดช (ผู้ตาย) มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยเฉพาะนางยุคล ซึ่งเป็นแม่ก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็นพยานด้วยการซักถามข้อมูลจากเรื่องเดิมส่วนที่น่าจะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ซึ่งเป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย แนวทางการสอบสวนจะเริ่มจากสำนวนการสอบสวนเดิมว่าจะมีช่องให้เดินต่อได้อย่างไรมีประเด็นบางส่วนก็ได้ซักถามนายสุนทรและนางยุคลไปแล้ว
“ในส่วนของการสอบสวนในครั้งนั้นมีการเรียกพยานสอบจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ขอเปิดเผยเนื่องจากมีผลทางคดีคำพิพากษาเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่จะมาทำในเรื่องของการติดตามจับกุมคนร้ายที่เหลืออยู่ สำหรับพยานที่จะสอบเพิ่มเติมนั้นจะเริ่มจากสถานที่เกิดเหตุ ประเด็นการชิงทรัพย์ เรื่องของพยานที่คบหาอยู่กับใคร ดูว่าคนร้ายน่าจะเป็นกลุ่มไหนที่มาก่อเหตุ ซึ่งได้ข้อมูลจากผู้เสียหายมาส่วนหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนและสอบสวนสำหรับประเด็นการสังหารนั้นก่อนหน้านี้สรุปว่าเป็นการชิงทรัพย์ ส่วนประเด็นเรื่องส่วนตัวชู้สาวนั้น เป็นข้อมูลบางส่วนที่ได้มาซึ่งเป็นอีกประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ดังนั้น การสืบสวนสอบสวนใหม่ต้องเดินทุกประเด็น ซึ่งขณะนั้นประเด็นส่วนตัวไม่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน” พ.ต.ท.ประเสริฐกล่าว
ล่าสุดมีคนที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์และลงในสื่อออนไลน์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นกับข่าวที่เกิดขึ้นว่าคนร้ายไม่ใช่นักโทษประหาร ทางตำรวจจะตรวจสอบว่าคนที่ออกมาให้ความเห็นว่ามีตัวตนหรือไม่ ซึ่งทางตำรวจตรวจสอบหากให้การที่มีประโยชน์กับรูปคดีก็จะเชิญเข้ามาสอบ ในส่วนของคดีนายธีรศักด์ หรือมิ๊ก นั้นมีคำพิพากษาผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างพิเคราะห์อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว จึงไม่อาจนำมาทำคดีใหม่ แต่คนร้ายส่วนที่เหลือก็ต้องว่ากันไป

ทั้งนี้ มีการเผยแพร่ถึงพยานเห็นเหตุการณ์ โดยระบุว่า คือ นายเอ (นามสมมุติ) อาศัยในพื้นที่ตำบลเดียวและเป็นเพื่อนกับ “มิ๊ก” เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า วันเกิดเหตุตนเองกับเพื่อน ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านไปที่สวนสาธารณะสมเด็จพระศรีนรินทร์ 95 (เขาแปะช้อย) โดยตนเองนั่งซ้อนท้าย ส่วนเพื่อนเป็นคนขับ ระหว่างที่ขับขี่รถไปถึงบริเวณนั้น หันไปเห็นวัยรุ่น 2 คน กำลังจ้วงแทงวัยรุ่นอีกคนหนึ่ง โดยคนร้ายคนหนึ่งอยู่ด้านหลังมัดแขนวัยรุ่นคนถูกทำร้ายไว้ ส่วนอีกคนกำลังใช้มีดจ้วง ระยะห่างจากคนร้ายประมาณ 50 เมตร
“ขณะนั้นตนกับเพื่อนได้ชะลอรถและหันไปมอง และคนร้าย 2 คนนั้น ก็หันมามองตนกับเพื่อนด้วย แต่ตนกับเพื่อนไม่รู้จักจริงๆ ตนก็ขับขี่ชะลอๆ ผ่านไป และคนร้าย 2 คนนั้น ก็ได้วิ่งมาขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์และขับขี่ไล่ตามตนกับเพื่อนมา ในมือถือมีดชูมาด้วย เพื่อจะจ้วงแทงตน คงหวังปิดปาก แต่ตนรีบบอกเพื่อนให้รีบเทิร์นเกียร์ (เปลี่ยนเกียร์รถ จยย.เพื่อเร่งความเร็วรถให้เร็วขึ้น) ให้รีบหนี จึงหนีมาได้ ทั้งนี้ จังหวะที่ตนเองหันไปเห็น 2 คนร้าย และคนร้ายเห็นตนกับเพื่อน นายธีรศักดิ์ หลงจิ หรือบังมิ๊ก กับเพื่อน ซึ่งตนไม่รู้จักเพื่อนบังมิ๊ก ..ก็ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาสวนทางกับตนพอดี โดยบังมิ๊ก ก็เห็นเหตุการณ์ และเห็นตนก็รีบตะโกนบอกตนว่า “ อย่าเข้าไป อย่าเข้าไป เขาแทงกันอยู่” แล้วรถเราก็สวนกัน ต่างก็รีบซิ่งรถหนี เพราะคนร้ายทั้ง 2 คน เห็นเรา”
แต่คนร้ายได้ขับและไล่ตามมาทางตนกับเพื่อน พร้อมพยายามจะจ้วงแทงตน ซึ่งนั่งด้านหลัง แต่เพื่อนซิ่งรถหนีมาได้ คนร้ายไล่ไม่ทัน หลังจากหนีกลับมาได้ ก็มาบอกเพื่อนอีก 2 คนว่า ที่เขาแป๊ะช้อยมีวัยรุ่นแทงกัน จึงพากันขับรถย้อนกลับไปดูอีกที ก็เห็นมีตำรวจและชาวบ้านเต็มหมดแล้ว โดยมีดที่คนร้ายจ้วงแทงวัยรุ่นคนที่เสียชีวิตเป็นมีดเล่มใหญ่และยาว ไม่ใช่มีดที่ออกข่าวด้ามเล็กแหลม ทั้งนี้ หลังเกิดคดีตนกับเพื่อนก็ติดตามข่าว จนกระทั่งมาทราบว่า ”บังมิ๊ก” ถูกจับ แต่ตนคาดไม่ถึงว่า เหตุการณ์จะบานปลายกลายมาเป็นแบบนี้ “บังมิ๊ก”ถูกประหาร จึงรู้สึกเสียใจมาก เพื่อนก็เช่นกัน เพราะบังมิ๊กไม่ได้ทำ และตนก็ไม่เคยถูกตำรวจเรียกตัวไปสอบปากคำหรืออะไร เพราะไม่ได้คิดอะไร ไม่คิดว่าจะต้องมาถึงการประหาร ทั้งนี้ ตนไปแสดงความเห็นระบายเหตุการณ์ในเฟซบุ๊กหลังจากอ่านข่าว ไม่คิดว่าจะมีคนแคปหน้าจอส่งต่อๆ กันไป แต่ตนกับยืนยันว่า คนร้าย 2 คนที่ก่อเหตุนั้น ตนไม่รู้จักจริงๆ จำได้แค่ว่า คนแทงผิวดำ รูปร่างสูงใหญ่

