ตร.ตรังชี้ อย่าให้ความสำคัญพยานผ่านออนไลน์ ยันการจับกุมนักโทษประหาร มีพยานชัด

23.06.18 | 10:45 น.

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ความคืบหน้าคดีนักโทษเด็ดขาด นายธีรศักดิ์ หรือมิ๊ก หลังจิ หลังจากที่กรมราชทัณฑ์ลงโทษตามคำพิพากษาของศาลให้ประหารชีวิตด้วยการฉีดยานั้น ล่าสุด พ่อแม่ของนายดนุเดช สุขมาก เหยื่อฆาตกรนักโทษประหาร ได้ออกมายื่นหนังสือร้องขอให้ทางตำรวจรื้อคดีด้วยการดำเนินคดีติดตามจับกุมคนร้ายที่ร่วมฆ่านายดนุเดช ที่หลบหนีอยู่ในขณะนี้ โดยก่อนหน้านี้ทางตำรวจ สภ.เมืองตรัง ปล่อยให้คนร้ายลอยนวลและอยู่ระหว่างการหลบหนี อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีคนที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์และลงในสื่อออนไลน์ แสดงความเห็นกับข่าวที่เกิดขึ้นว่า คนร้ายไม่ใช่นายธีรศักดิ์ ที่ถูกประหาร ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีการตรวจสอบผู้ที่ออกมาให้ความเห็น ว่ามีตัวตนหรือไม่นั้น


ด้าน พ.ต.ท.ประเสริฐ สงแสง รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองตรัง กล่าวว่า ตามที่มีการแชร์ลงในสื่อออนไลน์เฟซบุ๊กว่า นายธีรศักดิ์ หรือบิ๊ก ไม่ใช่คนร้ายตัวจริงนั้น จริงๆ แล้วการจะแชร์เรื่องอะไรในเฟซบุ๊ก จะต้องเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์ ในเมื่อทางตำรวจมีพยานหลักฐานพิเคราะห์ทางคดีและศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว แต่ยังมีการออกมาให้ความเห็นทำไปเพื่ออะไร คนให้ข่าวมีหน้าที่อะไร ไม่ใช่พนักงานสอบสวนมีหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบข้อเท็จจริงอย่างไร ที่นำไปลงแบบนั้น ทั้งๆ ที่ทางตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจน มีตัวตน เป็นประจักษ์พยานชัดเจน มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่มาพูดเหมือนฝันไม่ได้ การรับฟังพยานของศาลไม่ใช่รับฟังเรื่องที่บอกเล่ากันมา ศาลไม่รับฟัง คนที่ลงเฟซเองก็ไม่ทราบว่ารู้มาได้อย่างไร วันเกิดเหตุอยู่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ น่าเชื่อถือหรือ คนคนนี้เป็นใคร ซึ่งตนจะเรียกมาสอบสวนพร้อมทั้งตรวจปัสสาวะด้วย กำลังให้ตำรวจสายสืบไปติดตามตัวอยู่ เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมาทำอะไรอยู่ รู้แล้วทำไมไม่ให้ข้อมูลตำรวจในขณะนั้น จึงคิดว่าการออกมาแสดงความเห็นเพราะอยากเกาะกระแส พูดดีไม่ดีจะเกิดอันตรายด้วย

พ.ต.ท.ประเสริฐกล่าวอีกว่า ลงเฟซบุ๊กก็ลงกันไป แต่สรุปคดีอยู่ที่พนักงานสอบสวนเท่านั้น หากมีการพาดพิงถึงใครจะถูกดำเนินคดี มีความผิดนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตนทำงานแต่ละคดีมีความละเอียดรอบคอบ จะมีการประสานผู้เสียหายว่าให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลเพราะจะไม่เกิดประโยชน์ในการติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี อย่านำเรื่องที่ศาลตัดสินพิพากษามาพูด คดีนี้ไม่ยากเย็นอะไรเลย คดีเกิดวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 วันที่ 19 กรกฎาคม 2555 นำตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบพร้อมกับให้พยานที่เกิดเหตุชี้ตัวถูกตัว พยานซึ่งเป็นแฟนผู้เสียชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย จึงเป็นประจักษ์พยานที่ศาลให้ความสำคัญ แม้จะเป็นพยานเพียงปากเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์

“แต่อาจจะมีคนร้ายมากกว่านี้ ไม่รู้ว่าใครรู้เห็นอีก ก็ต้องสืบสวนสอบสวนต่อไป ตนจึงลงพื้นที่เพื่อต้องการทราบว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีบ้านเรือนอยู่ใกล้หรือไม่ มีกล้องวงจรปิดหรือไม่ ปรากฏว่าบ้านชาวบ้านอยู่ไกลทั้งนั้น เมื่อลงมาสอบสวนแล้วให้รอฟังข่าวดีได้เลย การดำเนินคดีก่อนจะส่งฟ้องศาลนั้น ต้องรู้กฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาเขียนไว้ว่าอย่างไร พยานบอกเล่าบอกว่า เช่นไปนั่งร้านกาแฟ แล้วพูดกันว่าคนนั้นคนนี้ น่าจะเป็นคนร้ายแล้วมาบอกพนักงานสอบสวน แต่จะนำมาพิจารณาลงโทษจับกุมคนคนนั้นไม่ได้ แต่ที่ตำรวจจับกุม นายธีรศักดิ์ เพราะมีประจักษ์พยานชัดเจน มีการแย่งชิงโทรศัพท์ คนร้ายมี 2 คน จึงไม่ขอให้ความเห็นกรณี นายธีรศักดิ์ ซึ่งรับโทษประหารไปแล้ว ส่วนคดีการติดตามจับกุมคนร้ายที่เหลือก็ว่ากันต่อไป” พ.ต.ท.ประเสริฐ กล่าว

Advertisement

นางยุคล สุขมาก แม่ของนายดนุเดช กล่าวว่า ตนเองคิดว่าเรื่องที่ร้องขอให้รื้อคดีติดตามจับกุมคนร้ายอีกคนที่หลบหนีนั้น ทางตำรวจคงจะเร่งดำเนินการ ก็คงจะง่ายขึ้นกว่าเดิม ถ้าหากว่าเป็นไปตามรูปแบบนั้น เพราะตนไม่ขอแสดงความคิดเห็นอะไรไปทางด้านคนร้ายที่ต้องโทษประหาร เพราะคดีของตัวเองก็คือคดีของตน ตนเพียงแค่ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามคนร้ายที่เหลือให้ครบ ตามที่ได้ส่งคำร้องเรียนไปแล้ว หากหลังจากนี้จะมีพยานมาให้ปากคำมากขึ้น ตนก็รู้สึกดีใจว่าไม่นานคงเป็นที่ประจักษ์แจ้งในเร็ววัน ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้แจ้งว่าจะได้ตัวคนร้ายเมื่อไหร่ เพียงบอกแค่ว่า อาจจะได้เร็วๆ นี้ เพราะได้ข้อมูลเบื้องต้นมาบ้างแล้ว ซึ่งตนเองก็ไม่ได้ถามถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เพียงแค่ต้องการ ให้เริ่มต้นการสืบสวนเกี่ยวกับหาคนร้ายที่เหลือมาให้ครบ ไม่ได้อยากไปรื้อฟื้นจุดเก่า ในตอนนี้เราคอยเพียงผู้ต้องหาที่เหลือ มาดำเนินคดีต่อไป
“ตนยังติดใจว่าคดีดังกล่าวที่เกิดขึ้นไม่เชื่อว่าเป็นคดีชิงทรัพย์แน่นอน จะต้องมีเรื่องอื่นมากกว่า ทำไมต้องแทงถึง 24 แผล ซึ่งในตอนเกิดเหตุก็มีหลายคนเห็นว่าถือมีดสปาต้าหัวตัด และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่เคยมาแจ้งเกี่ยวกับหลักฐานที่พบเจอมีเพียงมีดเดือยไก่ ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลยกับแผลที่เกิดขึ้นหลายแผล ตนคิดว่ามีเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องชิงทรัพย์แน่นอน” นางยุคลกล่าว

ด้านญาติของนายธีรศักดิ์ กล่าวว่า ทางครอบครัวและญาติยอมรับในคำตัดสินของศาล แต่สิ่งที่ทางครอบครัวและญาติ รวมทั้งสังคมสงสัย และขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดี มีการรื้อคดีดังกล่าวใหม่ เพื่อหาความจริงให้ปรากฏ เนื่องจากตลอดการถูกจำคุกวันแรก ถึงวันสุดท้ายที่ถูกประหาร ทาง “มิ๊ก” ยังยืนยันและให้การปฏิเสธ โดยบอกกับครอบครัวและคนใกล้ชิดมาตลอดว่า ไม่ได้เป็นคนฆ่า แต่ยอมรับว่าขณะนั้นก็มีที่ใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป ในคดีนี้ อยากถามกลับว่า วาระสุดท้ายแล้ว ถ้าคนทำ ทำไมไม่ยอมรับว่าทำ เขายืนกรานมาตลอดว่าให้ครอบครัวเชื่อเขา เขาไม่ได้ฆ่า ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ จนท.ช่วยหาความจริงให้ปรากฏ เนื่องจากผู้ต้องหามีลูกที่จะต้องเติบโตในสังคม แต่ต้องถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นลูกนักโทษประหารไปแล้ว