วันที่ 10 เมษายน เมื่อเวลา 11.00 น. นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสุรพล แสวงศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี พ.ต.ชอบ เพ็งเหมือน ทหารหัวหน้ายุทธการและเคลื่อนที่เร็วกองพลพัฒนาที่ 1 พร้อมด้วยตำรวจ ปคม. NGO และ สหวิชาชีพพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวจำนวน 19 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 5 คน มาจากบริษัทแห่งหนึ่งใน ตำบลโคกหม้อ อ.เมือง จ.ราชบุรี ซึ่งโบรกเกอร์ หรือ นายหน้า ได้พาเร่ไปทำงานในหลายบริษัท และหลายจังหวัด เช่น ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช เพชรบุรี กาญจนบุรี แต่สุดท้ายได้พามาทำงานที่ จ.ราชบุรี จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าแรงงานดังกล่าว ได้ถูกโบรกเกอร์ยึดหนังสือเดินทางไว้ ให้อยู่แต่ในโรงงาน ไม่สามารถออกไปใหนได้ อีกทั้งแรงงานอ้างว่าไม่ได้รับค่าจ้างตามสัญญาจ้าง และยังถูกข่มขู่จากนายหน้า
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวโบรกเกอร์ชาวต่างด้าวเพศชาย จำนวน 1 ราย ซึ่งเป็นผู้ยึดพาสปอรต์แรงงานต่างด้าวไว้ และทางเจ้าหน้าที่ได้นำแรงงานดังกล่าวมาทำการสอบสวนประวัติอย่างละเอียด และให้ที่พักชั่วคราว ที่ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานภาค 4 จ.ราชบุรี เบื้องต้นได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานปรากฏว่า สามารถแสดงได้เพียงเอกสารประจำตัว แต่ไม่สามารถแสดงใบอนุญาตทำงานได้ โดยแรงงานต่างด้าวให้การว่า ได้เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 โดยลักลอบเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี ด่านแม่สอด จ.ตาก ด่าน จ.ระนอง นายหน้าพาเร่ไปทำงานยังจังหวัดต่าง ๆ จนมาทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งใน ต.โคกหม้อ อ.เมือง จ.ราชบุรี และถูกยึดหนังสือเดินทาง ซึ่งโบรกเกอร์อ้างว่าหนังสือเดินทางนั้น เพื่อนำไปใช้ในการขอรับใบอนุญาตทำงาน อีกทั้งแรงงานก็ต้องชำระหนี้ที่ค้างอยู่คนละ 7,000 – 8,000 บาท ให้ครบตามที่ตกลงกันไว้ และเพื่อนำไปรายงานตัว 90 วัน โดยชาวต่างด้าวทั้งหมดจะต้องเสียเงินค่าบริการในการหางานให้ และหากไม่พอใจในงานที่ทำอยู่ก็จะส่งไปทำงานที่อื่น โดยคนงานจะต้องเสียเงินเพิ่มทุกครั้งที่เปลี่ยนงาน เป็นเงินประมาณ 6,000 – 8,000 บาท โดยหักค่างจ้างการทำงานที่ผ่านมา และการทำงานหลายครั้งแรงงานต่างด้าวจะไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด
นายอารักษ์ เปิดเผยว่า แรงงานดังกล่าวมีการนำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฏหมาย แต่เมื่อเข้ามาแล้วไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามสัญญาจ้างที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งมีอยู่หลายรายกระจายไปตามจังหวัดต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราช จนผ่านไปถึง 5-6 วัน มีการบังคับข่มขู่ และยังพาไปที่ จ.สตูล อยู่เป็นเดือน และพาไปนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี มีบางส่วนไป จ.กาญจนบุรี นนทบุรี และจังหวัดต่าง ๆ โดยการจัดบริษัทนายหน้าหรือที่เป็นตัวแทนที่นำเข้ามาที่ไม่ได้ดำเนินการตามสัญญาจ้างทำให้ลูกจ้างเหล่านี้ไม่ได้รับเงิน และที่สำคัญถูกยึดหนังสือเดินทาง เอกสารใบอนุญาตทำงานต่าง ๆ ทำให้ขาดเสรีภาพไม่สามารถที่จะไปไหนได้

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบชาวพม่าคนหนึ่งซึ่งได้เก็บและยึดหนังสือเดินทางเหล่านี้ไว้ ส่วนกระบวนการดำเนินคดีนั้นจะต้องสอบสวนว่าจะดำเนินคดีเรื่องการค้ามนุษย์ได้หรือไม่ โดยจะต้องผ่านทีมสหวิชาชีพ แล้วต้องดูองค์ประกอบต่างๆเพื่อจะนำไปสู่ในการกล่าวหาได้ว่าทางบริษัทนายหน้าได้ดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ หรือดำเนินการเข้าข่ายเรื่องการค้ามนุษย์อย่างไร ทั้งนี้ภายใน 7 วัน ทางกลุ่มแรงงานเมียนม่าร์ก็ยังคงอยู่ในความคุ้มครองดูแล เพื่อรอกระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียดร่วมกับทางพนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานอยู่
ขณะที่นายแอนดี้ ฮอลล์ ผู้ประสานงานฝ่ายต่างประเทศ เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ กล่าวว่า ได้มีแรงงานต่างด้าวสองคนได้หลบหนีออกไป แจ้งกับเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร จากนั้นทางเครือข่ายได้ประสานไปยัง นายอารักษ์ จึงได้นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ และเข้าถึงกลุ่มบุคคลที่อ้างว่าเป็นแรงงานต่างด้าวทั้งหมดอยู่ในโรงงานดังกล่าว ตามที่ได้รับร้องเรียน จากการตรวจสอบพบว่าไม่ใช่เป็นแรงงานหลบหนีเข้าเมือง แต่เข้ามาโดยถูกกฎหมาย แต่ขบวนการนำเข้ามีปัญหาอุปสรรคหลายอย่าง ที่แรงงานกลุ่มไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือกฏหมายการค้ามนุษย์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบภายใน 7 วันว่าเข้าข่ายการค้ามนุษย์

