ลุงเหยื่อจี้ใช้โทษประหาร! มือหั่นศพ ชี้โทษเบาผู้ก่อเหตุไม่เกรงกลัวกฎหมาย

24.06.18 | 11:37 น.

ความคืบหน้าการพบศพหญิงสาวผมแดงถูกฆ่าหั่นศพ แยกชิ้นส่วนรวม 14 ชิ้น ยัดกระสอบปุ๋ยทิ้งในป่าซอยสามวา ตรงข้ามโรงงานที่นอนดาร์ลิ่ง แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่าผู้เสียชีวิต คือ น.ส.ลักษณา หรือ เมย์ กำลังเก่ง อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 140 หมู่ที่ 8 ต.นาใหญ่ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด อดีตพนักงานบัญชี บริษัทพริ้นต์วิทมี จำกัด ซอยเลียบคลองสอง 29 ถนนเลียบคลองสอง แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. ก่อนควบคุมตัวนายธนกฤต หรือ วุธ ประกอบ อดีตแฟนหนุ่มของผู้ตายมาสอบปากคำ ขณะเดียวกันมีภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าห้องพักของนายธนกฤต ชั้น 3 อาคารดีดีแมนชั่น ตั้งอยู่ซอยสีหบุรานุกิจ 10 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. เห็นเมื่อเวลา 18.44น. ของวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นภาพน.ส.ลักษณา พร้อมนายธนกฤต เดินทางมาที่ห้องพักดังกล่าว จากนั้นเวลา 04.24น. ของวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา นายธนกฤตออกจากห้องพักดังกล่าวเพียงลำพัง และไม่พบน.ส.ลักษณา ออกมาอีกเลย กระทั่งมาพบกลายเป็นศพดังกล่าว
ล่าสุด เมื่อเวลา 09.30น. วันที่ 24 มิถุนายน 2561 ที่สน.มีนบุรี นายสมคิด จะมัง อายุ 59 ปี ลุงของผู้เสียชีวิต เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ก่อนหน้านี้ผู้ตายเคยมีครอบครัว มีลูกด้วยกัน 2 คน ก่อนเลิกรากันไป จากนั้นผู้ตายเดินทางเข้ามาทำงานในกทม. และคบหาดูใจกับนายธนกฤต ซึ่งหลานสาวเคยพาฝ่ายชายมาที่บ้านพักในจ. ร้อยเอ็ด เพื่อมาพบกับครอบครัว ซึ่งครอบครัวรับรู้ว่าทั้งคู่คบหากันประมาณ 2 ปี แต่ไม่รู้ว่าฝ่ายชายมีอุปนิสัยใจคอเป็นอย่างไร กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์ติดต่อมาหาญาติที่จ.นครสวรรค์ จึงทราบว่าหลานสาวเสียชีวิต ทั้งนี้อยู่ระหว่างเดินทางมารับศพเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดดงหัวเรือ ต.นาใหญ่ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด
นายสมคิด กล่าวอีกว่า อยากฝากเรื่องนี้ไปถึงนายกรัฐมนตรีและผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้ในโทษประหาร หากไม่ประหารชีวิต จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับเหยื่อรายอื่นๆ เนื่องจากโทษหนักสุดเพียงจำคุก ทำให้ผู้ก่อเหตุหลายๆคนไม่เกรงกลัวกฎหมาย
“อยากฝากไปถึงผู้ต้องหาว่าแค่รู้ว่าหลานเสียชีวิตก็เสียใจที่สุดแล้ว ยิ่งพอมารู้ว่าหลานโดนหั่นศพด้วยยิ่งรับไม่ได้ ยืนยันว่าจะดำเนินเรื่องให้ถึงที่สุด จนให้ผู้ก่อเหตุได้รับโทษประหารแน่นอน ส่วนสภาพจิตใจของครอบครัวขณะนี้ ยังไม่มีใครรับได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”