“ดีเอสไอ” เผย นักธุรกิจหญิงไทย ถูกแก๊ง “โรแมนช์ สแกมเมอร์” ตุ๋นเงินกว่า 26 ล้าน ลวงคบ อ้างเป็นวิศวกรกว่า 6 ปี ขอหมายจับอีก 30 ผู้ต้องหา เตือน “ปชช.-นักธุรกิจ” ระวังอีเมล์ปลอมหลอกโอนเงิน
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 เมษายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 และนายนิธิต ภูริคุปต์ ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ ร่วมกันแถลงผลการดำเนินการคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดด้วยการหลอกหลวงทางสื่อสังคมออนไลน์
นายนิธิต กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้นำตัวผู้ต้องหา 11 คน พร้อมสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 67/2556 ส่งพนักงานอัยการคดีพิเศษเพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา สืบเนื่องจากสำนักคดีเทคโนโลยีฯได้ดำเนินคดีกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกับกลุ่มคนไทยหลอกลวงเหยื่อผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในรูปแบบสแกมเมอร์ หรือโรแมนช์ สแกม ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมาก จึงทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มผู้ต้องหาจำนวน 30 คน ซึ่งได้ออกหมายจับแล้ว ประกอบด้วย ชาวต่างชาติ 4 ราย เป็นชาวไนจีเรีย 3 ราย และอินเดีย 1 ราย และคนไทยอีก 26 ราย ร่วมกันหลอกลวงเหยื่อชาวไทยที่เป็นผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งทางเฟซบุ๊ก และไลน์
นายนิธิต กล่าวต่อว่า สำหรับรูปแบบที่ผู้ต้องหาใช้ในการหลอกลวงเหยื่อนั้น เป็นรูปแบบเดิมที่ใช้เมื่อ 4-5 ปีก่อน ด้วยการสร้างโปรไฟล์เป็นชาวต่างชาติผิวขาวหน้าตาดี มีหน้าที่การงานดี โดยพูดจาหว่านล้อมในเชิงเอาอกเอาใจ เพื่อหลอกให้เหยื่อตายใจและโอนเงินให้ ซึ่งคดีนี้มีผู้เสียหาย 7 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 19 ล้านบาท และจากการสืบสวนทราบว่า บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่จะมีอายุตั้งแต่ 40-70 ปี และพบว่ามีบัญชีที่ใช้ในการหลอกลวงให้โอนเงินไม่น้อยกว่า 30 มีเงินหมุนเวียนกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้แล้ว 15 คน และจะได้ประสานไปยังทางการประเทศมาเลเซียเพื่อติดตามผู้ต้องหาต่อไป เนื่องจากทราบว่า ผู้ต้องหาที่เป็นชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย และใช้ประเทศมาเลเซียเป็นแหล่งอาศัยในการติดต่อกับผู้เสียหาย

นายนิธิต กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ขอเตือนไปยังผู้รับจ้างบัญชีให้กลุ่ม โรแมนซ์ สแกมเมอร์ ว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีที่รับจ้างเปิดบัญชีทุกราย และเจ้าของบัญชีที่ใช้หลอกลวงเหยื่อจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีด้วย ทั้งนี้จากฐานข้อมูลของดีเอสไอ พบว่ามีบัญชีอีกไม่น้อยกว่า 80 บัญชี และมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 250 ล้านบาท ที่ใช้หลอกลวงเหยื่ออีกจำนวนมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามพฤติกรรม
ด้านพ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า สำหรับขบวนการสแกมเมอร์ เป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว โดยเฉพาะกลุ่มหญิงสาวมีฐานะ ทางการเงิน การศึกษาดี เนื่องจากกลุ่มนี้ค่อยข้างมีความมั่นใจในตัวเองสูง และคิดว่าคนที่จีบหรือคบหากันในเฟชบุ๊กเป็นคนดี ไม่น่าเป็นอันตราย บางรายจากการสอบปากคำ เป็นหญิงวัยกลางคน ทำธุรกิจส่งออก ถูกชายที่คบหา อ้างว่าเป็นวิศกรในต่างประเทศ หลอกโอนเงิน จำนวน 26 ล้านบาท ในช่วงเวลา 6-7 ปี ที่คบหากัน ไม่เคยรู้เลยว่า บุคคลที่คบหาเป็นขบวนการสแกมเมอร์ บางคจบการศึกษา ระดับดอกเตอร์ เป็นนายทหารหญิง ยศ พ.อ.ก็มี กลุ่มสแกมเมอร์ จะใช้ความเหงา ของผู้หญิงช่วงอายุ ประมาณ 40 ปี และไม่มีใคร พูดจาหว่านล้อม กับเหยื่อหลงตัดสินใจคบหาโดยที่ไม่รู้เลยว่า สถานะที่แท้จริงของคนที่กำลังเป็นอย่างไร ผู้ชายโปไฟล์ดี หน้าตาหล่อ จึงอยากฝากเตือนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อขบวนการเหล่านี้
นายนิธิต กล่าวอีกว่า ดีเอสไอได้ตั้งศูนย์เฝ้าระวังและศึกษาแผนประทุษกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพชาวต่างชาติที่ร่วมกับคนไทยปลอมอีเมล์หลอกลวงผู้ค้าทางธุรกิจให้โอนเงินชำระสินค้าผ่านบัญชีคนร้าย ตอนนี้พบผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ เสียหายแล้วกว่า 10 ราย มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้กระทำความผิดมีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทย โดยใช้วิธีการส่งอีมเล์สวมรอยเป็นบริษัทจากประเทศไทยส่งไปหาคู่ค้าต่างประเทศ โดยคนร้ายจะตั้งชื่ออีเมล์ใหม่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ในบางรายต่างกันเพียงแค่ตัวอักษรเดียว หรือใช้จุด หรือสัญลักษณ์คั่นกลาง เพื่อให้ดูคล้ายกัน หากไม่สังเกตก็จะหลงกล โอนเงินผิดบัญชี ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือนให้กลุ่มธุรกิจระมัดระวังการทำธุรกรรมผ่านระบบคอมพิวเตอร์และโซเชียลมีเดียทุกประเภท โดยเฉพาะกรณีมีการแจ้งเปลี่ยนบัญชีธนาคารขอให้ติดต่อโดยตรงกับบริษัทปลายทางก่อนโอนเงิน ป้องกันโอนเงินผิดบัญชี
นายนิธิต กล่าวว่า ทั้งนี้พบว่าคนร้ายกลุ่มดังกล่าวใช้หนังสือเดินทางปลอมประเทศต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 15 ประเทศ เปิดบัญชีธนาคารในไทยมากกว่า 20 บัญชี บางรายแอบอ้างใช้ชื่อนิติบุคคลในการเปิดบัญชี ซึ่งมีผู้เสียหายกว่า 10 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท ดังนั้น ดีเอสไอจึงขอแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการและประชาชนให้ระมัดระวังในการติดต่อธุรกิจทางอีเมล์ ทั้งนี้ สามารถป้องกันภัยดังกล่าว คือ 1.ตรวจสอบชื่ออีเมล์ให้รอบคอบก่อนทำการซื้อขาย 2.อย่าใช้วิธีการตอบอีเมล์กลับ โดยการรีพาย ให้พิมพ์ชื่อือเลือกจากบัญชีรายช่อ 3.ยืนยันช่องทางชำระเงินมากกว่า 1 ช่องทาง 4.แยกอีเมล์ส่วนตัวและงานออกจากกัน และ 5.ตรวจสอบถังขยะในอีเมล์และแสกนไวรัสสม่ำเสมอ

