เป็นเวลามากกว่าครึ่งเดือน กับปฏิบัติการกู้ภัยระทึกโลก ช่วย 13 ชีวิตโค้ชเอก และ 12 นักเตะทีมฟุตบอลเยาวชน ‘หมูป่า อะคาเดมี่’ ที่ติดในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย
กลายเป็นปรากฏการณ์รวมพลังครั้งสำคัญของมวลมนุษยชาติก็ว่าได้ เมื่อความช่วยเหลือจากแรงคน เทคโนโลยี ความรู้ จากทั่วทุกมุมโลกส่งตรงไม่ขาดสาย มายังถ้ำหลวง
ด้วยน้ำใจ ศรัทธาที่เชื่อว่า “ถ้าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นี่” และแล้ว 18 วันแห่งความระทึก ก็ปิดฉาก อย่างสวยงาม เมื่อทั้ง 13 หมูป่า ได้รับการช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย
ความสวยงามเกิดขึ้นที่ถ้ำหลวง คือความสวยงามของความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยและมิตรประเทศหลายชาติ รวมพลังกันโดยไม่มีอะไรเป็นพรมแดนปิดกั้นน้ำใจไมตรีเป็นปรากฏการณ์ความสวยงามนอกเหนือจากความสวยงามตามธรรมชาติที่สรรสร้าง “ดอยนางนอน”
“ สุธี สมมาตย์ ” หรือ “พล” นักปีนผาจาก จ.กระบี่ คือหนึ่งในพลังจิตอาสาส่วนหนึ่งในความสวยงามของภารกิจนี้ เขาคือชายที่กำลังโด่งดังในโลกออนไลน์ กับคลิปหนุ่มไทยสปีคไฟแลบ เล่าเรื่องการมาร่วมจิตอาสาช่วยหมูป่าที่ถ้ำหลวง อย่างอารมณ์ดี ตอบคำถามสื่อต่างประเทศที่หน้าถ้ำหลวง แบบฝรั่งไม่สงสัย คนไทยฟังไม่งง แถมฝากเพลง‘ Imagine ‘ ของ จอห์น เลนนอน ศิลปินผู้ล่วงลับ ทิ้งท้ายเท่ๆอีกต่างหาก
หนุ่มอารมณ์ดี ใจหล่อคนนี้เป็นใคร “มติชนออนไลน์” พาไปรู้จัก
เที่ยงวันที่ 12 กรกฎาคม “สุธี” หนุ่มใต้ ใจดี กำลังเช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบินเตรียมตัวเดินทางจากสนามบินแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย กลับบ้าน ที่จ.กระบี่
สุธี หรือ “พล” หนุ่มทุ่งสง คนนครศรีธรรมราช วัย 42ปี เล่าว่า เดินทางมากับเพื่อนทีมปีนหน้าผาหาดไร่เลย์ จ.กระบี่ รวม 15 คน ตั้งใจเดินทางมาร่วมทีมปีนเขา สำรวจปล่องเพื่อหาโพรงทะลุเข้าถ้ำหลวง ช่วยเด็กๆ 13 ชีวิต โดยออกเดินทางจากกระบี่ระยะทาง มากกว่า 1,600 กิโลเมตร ถึงแม่สาย ใช้เวลาเดินทางร่วม 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมเป็นหนึ่งแรงที่ถ้ำหลวง
สุธี บอกว่า เขาและเพื่อนๆติดตามข่าวนี้มาตลอด ช่วงแรกๆที่การค้นหายังคงมืดแปดทิศ หน่วยซีลเข้ามาก็ยังไม่พบหนทาง จึงคุยกับ “พี่หลวง” หัวหน้าทีม ในชมรมปีนผาจ.กระบี่
“นี่ส้มแล้วนะ มันส้มๆแล้ว ภาษาใต้หมายความว่า อยู่นิ่งเฉยกันไม่ได้แล้ว มันส้มแล้ว เราไปกันเถอะ ทุกคนตกลงเราต้องมาแม่สาย เติมน้ำมันรถแล้วพากันมาเชียงราย เมื่อหลายหน่วยงานต่างต้องการผู้เชี่ยวชาญในการปีนไต่หน้าผาเพื่อค้นหาโพรงทางเข้าถ้ำ เรารู้ว่าเราทำได้ก็รวมตัวกันคุยกัน พี่หลวงก็บอกว่า ไ ปๆ เราช่วยกัน คืนนั้นก็เติมน้ำมันแล้วขนของออกมาเลย” สุธีเล่า
“เพราะเราคิดว่าน่าจะทำตัวเป็นประโยชน์กับเขาได้ ในฐานะที่เราเป็นนักปีนผา เป็นครูสอนปีนผา ก็อาสากันมา บางคนนั่งเครื่องบินตามกันมาสมทบอีก”
นักปีนผาจิตอาสา เล่าว่า เดินทางมาถึงถ้ำหลวง ก็ตะลุยทันทีเดินเท้าแบกอุปกรณ์ปีนผา ขึ้นเขา เริ่มจากจุดที่ไม่สูงนักที่บ่อน้ำไก่ ไปจนถึง ผาหมี รวม 4 โพรง จากข้อมูลที่ชาวบ้านในพื้นที่ให้มา เดินทางไปกลับขึ้นลงเขาทุกวัน เราค้นหาทุกวันจนวันที่ประกาศว่าเจอน้องๆแล้ว เราก็หยุด”
“เราเดินทางกลับกระบี่ ขับรถมาถึงจ.สุพรรณบุรีแล้ว แม่หลวงที่บ้านจ้อง ซึ่งดูแลเราอย่างดีมากตอนที่อยู่แม่สายให้คนโทรศัพท์มาหาบอกให้เรากลับมาที่แม่สาย มาค้นหากันอีกครั้งเพราะยังหาทางเอาน้องๆออกมาไม่ได้ เราไม่ลังเล กลับมาที่เชียงรายอีกครั้ง และค้นหาโพรงอย่างต่อเนื่อง หวังว่ามันจะเป็นทางไปถึงน้องๆ”

“เราค้นหาทุกวัน แม้ในวันที่น้องชุดแรกออกจากถ้ำได้แล้ว รุ่งขึ้นพวกผมก็ไปค้นหาอีก เพราะเวลามันเหลือน้อยแล้ว หากเรารู้ช่องทาง ซึ่งตามคำสั่งคือค้นหาทางช่วยเหลือให้ได้มากกว่าหนึ่งทาง จนคืนวันที่ 9 กรกฎาคม เราเห็นว่าน้อง 5คนสุดท้ายกำลังจะออกมาได้ทางปากถ้ำ เราก็หยุด วันที่ 10กรกฎาคม เราดีใจที่ทั้ง 13 คนออกมาได้อย่างปลอดภัย”
“มันเป็นภารกิจที่ยากตามคำของพ่อเมืองว่า ‘มิชชั่นอิมพอสซิเบิล’ มันยากจริงๆ ยากมากๆ เราไม่รู้ว่าจะไปเจออะไรบ้าง ทั้งหินผา แต่ก็อาศัยประสบการณ์ที่มีเพื่อให้รู้ว่ารูนั้นจะไปต่อได้มั้ย หรือโพรงที่จะทะลุไปหาน้องที่เนินนมสาวได้มั้ย ถ้ำหลวงมีขนาดใหญ่โต ขนาดนอนยังเท่านี้ แล้วถ้ายืนจะขนาดไหน ” สุธีเล่าถึงความลำบากในภารกิจการช่วยเหลือครั้งนี้ และบอกด้วยว่า ในภารกิจนี้มีเหตุการณ์ระทึก ค้นหาทุกวันไม่เจอโพรงทะลุ ก็ไม่ท้อ แต่มันมีเหตุการณ์ที่เสี่ยงมากๆเกิดขึ้นกับเขา
“ผมไม่อยากเล่าถึงมัน แต่มันเกือบถึงชีวิต ผมเกือบไป เอาเป็นว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่ผมเตือนสติตัวเองว่าผมต้องไม่พลาด ไม่ประมาท มีสติกว่านี้ แต่มันผ่านมาแล้ว ผมปลอดภัยแล้ว และเด็กๆก็ปลอดภัยแล้ว”สุธี นักปีนผาจากกระบี่เล่าถึงเหตุระทึกที่เขาต้องจดจำที่ถ้ำหลวง
“การค้นหา4ปล่อง ทุกโพรงเหมือนจะทะลุหากันได้ ผมได้หย่อนตัวลงไปข้างในโพรง เจอความสวยงามของหินผา และที่ถ้ำหลวงเห็นความสวยงามของการรวมกลุ่มเป็นหนึ่งเดียวกันของมวลชน ทีมงาน ผมรู้สึกเป็นเกียรติ และอุ่นใจกับทีมงานชาวบ้าน ชาวเชียงราย ต้องขอขอบคุณมาก ชาวบ้านที่คอยช่วยดูแล ไปกับพวกผมคือคนที่ผิดทองหลังพระ “
สุธี เล่าว่า ได้เข้าไปบริเวณหน้าถ้ำในช่วงที่น้ำลดลงบ้างแล้ว ได้เห็นถึงความน่าค้นหาของตัวถ้ำหลวง มองว่าอนาคตหากไม่มีน้ำก็เหมาะที่จะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว เดินถ้ำควบคู่กับการปีนหน้าผา โดยเปรียบเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ของตัวเอง
ก่อนพูดถึงความในใจ หลัวภารกิจในส่วนของตัวเองได้สำเร็จลุล่วงทั้งหมด ด้วยเสียงสั่นเครือ รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนมนุษย์จากทุกสารทิศที่หลั่งไหลเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และได้พบกับความงดงามในน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
“เรารู้สึกว่าเด็กพวกนี้คงต้องมีวาสนาร่วมกันมา และเมื่อภารกิจสำเร็จเราต่างรู้สึกดีใจ มันยอดเยี่ยมมาก ในสถานการณ์นี้เรารวมใจกันเป็นหนึ่งจากทั่วสารทิศ ทั้งไทยและต่างประเทศ เหมือนกับท่อน the world will be as one ในเพลง imagine ที่ได้ร้องไป คือทั้งโลกรวมเป็นหนึ่ง จะชาติไหนประเทศไหน เราเป็นคนเหมือนกัน แม้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะมีใครมองว่า ทำไมไม่ดูแลเด็ก แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นล่ะ? ขอให้ลองพิจารณาเอา”
ไขข้อข้องไข เหตุใดหนุ่มใต้ใจหล่อจึงสปีคอิงลิขได้น่ารักจน คนในโลกออนไลน์พากันกดไลค์ สุธีบอกว่า เขาแค่พอพูดสื่อสารได้ ปีนเขามากว่า 20 ปี ทำงานที่กระบี่คุยกับนักท่องเที่ยว ตัวเองเป็นคนช่างคุย ช่างพูด และเคยมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ จึงสปีคได้สนุกสนานแบบที่เห็นกัน
อีกเรื่องเล่าดีๆจาก 18 วันในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน กับภารกิจมิชชั่นพอสซิเบิล พา(ลูก)หมูป่ากลับบ้าน

