โทษหนัก! “ใบขับขี่” ระวังรัฐบาลเสียรังวัด แบบ ห้ามนั่ง “แค็บ-ท้ายกระบะ” อีก

27.08.18 | 20:49 น.

เป็นประเด็นลุกลามบานปลายไปแล้ว

เมื่อกระแสการคัดค้าน”ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ…”ได้ก่อตัว

ที่มาของร่างพ.ร.บ.นี้คือ การหยิบ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 และพ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาปรับปรุง

จนกลายร่างมาเป็นฉบับดราม่ากันขณะนี้

ฮอตอิชชู่ที่วิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวางคือ

Advertisement

1.ขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ อัตราโทษสูงสุด จากคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท เป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท

2.ขับขี่รถโดยปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุ หรือถูกพัก หรือถูกถอน หรือว่าถูกยึดใบขับขี่ เดิมปรับไม่เกิน 2,000 บาท ให้เพิ่มอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท

และ 3.ขับขี่รถโดยไม่ยอมแสดงใบขับขี่เมื่อถูกเจ้าพนักงานเรียกตรวจ เดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท แก้เป็นปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัยให้ข้อมูลว่า การอัพค่าปรับ“50 เท่า” นั้น

เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ถ้าไม่มีใบอนุญาตขับรถ มีโทษปรับไม่เกิน300,000 เยน ประมาณ 88,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี และถูกตัดแต้ม 12 คะแนน

ขณะที่สหรัฐอเมริกา มีโทษปรับไม่เกิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 800,000บาท หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี และถูกบันทึกประวัติตลอดชีวิต

ดังนั้นกรมขนส่งทางบกหวังจึงแก้ไขร่างกฎหมายนี้ให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ผู้ขับขี่มีส่วนในการสร้างความตระหนักและรับผิดชอบต่อสังคม

เพราะเวลานี้อุบัติเหตุบนท้องถนนมากกว่าร้อยละ 30 เป็น เกิดจากผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่อย่างถูกต้อง

ไทยติดอันดับ 1 ของโลกประเทศที่มีอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุด และมีการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดด้วย

ข้อมูลศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ยังพบว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ มีโอกาสการเสียชีวิตร้อยละ 34 สูงกว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ถึงสองเท่า

ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มโทษกฎหมายเพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด จะลดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

ที่สำคัญการพิจารณาโทษตามฐานความผิดอยู่ในดุลพินิจของชั้นศาล

นี่คือเหตุผล ที่ตำรวจ-กรมขนส่งทางบกและผู้ที่เกี่ยวข้องการขับเคลื่อนร่างกฎหมายนี้ตั้งการ์ดหนาแน่นไม่ยอมถอย

ทั้งๆที่แรงเสียดทานในสังคมปรากฎชัดเจนขึ้น

จำบทเรียน สงกรานต์ปี 2560 รัฐบาลเข้มงวดบังคับใช้ พ.ร.บ.จราจรทางบก ห้ามนั่งแค็บ และท้ายกระบะ ได้หรือไม่

ทั้งๆที่กฎหมายที่มีข้อห้ามอยู่แล้ว แต่ไม่เคยบังคับใช้มาก่อน

ทุกคนประจักษ์เรื่องความปลอดภัยดีว่า อุบัติเหตุรถกระบะแต่ละที ผู้โดยสารนั่งท้ายเทกระจาดชีวิตไม่รู้กี่ศพ

เสียงคัดค้านบังคับใช้ กระหึ่ม! เพราะมาไม่ถูกเวลา คนจะกลับบ้านช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่จะมาประกาศบังคับใช้กฎหมายเข้ม ไม่ได้วางแผนเดินทางล่วงหน้า

จนในที่สุดรัฐบาลต้องถอยไม่เป็นท่า!!!

กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน สตับรับฟังประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยการร่างพ.ร.บ.นี้

เพราะเห็นว่าเพิ่มโทษ ปรับ และจำ สูงเกินไป

โดยเฉพาะกรณีผู้ที่มีใบขับขี่แต่ลืมพกนั้น ถือว่าความสามารถผ่านการอบรมมีใบขับขี่เป็นเครื่องการันตีแล้ว

ดังนั้นการเพิ่มโทษปรับสูงขึ้นนั้น เพื่อสะดวกของเจ้าหน้าที่ในการยึดใบขับขี่หรือไม่

และที่กังวลไปกว่านั้น คือกลายเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการการคอรัปชั่นนอกศาล

กรณีมีการกระทำความผิด เกรงกันว่าจะเกิดการเรียกรับผลประโยชน์ระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายได้ เพื่อไม่ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล

เพราะฉะนั้นทันทีร่างกฎหมายถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต้องรับฟังเสียงของประชาชนตาม รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 บัญญัติไว้ก่อน

ไม่เช่นนั้นเรื่องเล็กๆ จะทำให้รัฐบาลคสช.เสียรังวัด(อีก)