วงสัมมนาร่างชะลอฟ้องเสียงแตก ตุลาการค้าน-อัยการหนุนชี้เป็นทางเลือก

19.04.16 | 18:49 น.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 เมษายน ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานพิธีเปิดนิติศาสตร์เสวนาโครงการสัมมนาเรื่อง “ชะลอฟ้อง กับมาตรการแทนการฟ้อง ประชาชนได้อะไร” เนื่องในโอกาสวันศาลยุติธรรมครบ 134 ปี มีนายชาติชาย อัครวิบูลย์ รองประธานศาลฎีกา นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ร.ต.ท.อุทัย อาทิเวช อัยการพิเศษฝ่ายพัฒนากฎหมาย และนายณรงค์ ใจหาญ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมอภิปราย โดยมีกลุ่มสมาคมพนักงานสอบสวนและข้าราชการร่วมฟังการอภิปรายหลายร้อยคน

นายณรงค์ ใจหาญ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องการชะลอฟ้อง หลักคือ มีการไม่ฟ้องคดี โดยเปิดโอกาสให้คุมประพฤติ ต้องคุมประพฤติให้ครบถ้วน จึงสั่งชะลอฟ้องแล้วคดีจะยุติ จะกระทบกับสิทธิผู้เสียหายด้วยที่จะนำคดีฟ้องไม่ได้อีกหากยุติคดีแล้ว ดังนั้นกรณีนี้จึงแตกต่างกับอำนาจสั่งไม่ฟ้องของอัยการในคดีที่ไม่มีหลักฐาน หรือมีเหตุสำคัญที่จะไม่ฟ้องคดี เช่น เรื่องกระทบความมั่นคง เป็นการใช้ดุลพินิจของอัยการสูงสุด มุมที่สนับสนุนควรจะให้มีการชะลอฟ้อง มองว่าข้อดี คือ ทำให้เกิดความยืดหยุ่นลดความกระด้างของกฎหมาย ในการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาได้แก้ตัว แล้วใช้มาตรการคุมประพฤติ เหมือนหลักประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 แทนการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทำให้ลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาล เน้นเรื่องการเยียวยาชดใช้ความเสียหาย

“มุมสนับสนุนมองว่าการชะลอฟ้อง เหมือนการสั่งรอการลงโทษในชั้นศาล เพียงแต่ไม่ต้องนำคดีเข้าสืบพยานให้เสียเวลา แต่ข้อเสียตรงกับที่ประธานศาลฎีกาแสดงความห่วงใย คือ หากมีระบบควบคุมที่ไม่ดี ไม่รัดกุมเพียงพอ อาจเกิดการเลือกปฏิบัติ ไม่เสมอภาคในการใช้ดุลพินิจว่าจะชะลอฟ้อง หรือรอการลงโทษ ขณะที่มองว่าการสั่งชะลอฟ้องนั้น เป็นการใช้อำนาจลงโทษที่จะต้องให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่ง ไม่ใช่อัยการ” นายณรงค์กล่าว

ร.ต.ท.อุทัยกล่าวว่า การชะลอฟ้องเหมือนทางเลือกกระบวนการยุติธรรม ทุกคนอาจไม่ใช่อาชญากร แม้ผู้ใหญ่ทำผิดครั้งแรกแต่อาจอยู่ในความจำเป็น เมื่อไม่ใช่อาชญากร สังคมควรให้โอกาสเขา แทนการตีตราบาป มุมมองเช่นนี้ไม่ควรมองข้ามไป เช่น เคยมีข่าวพ่อตกงานเพราะถูกไล่ออก ได้ลักทรัพย์ให้ลูกกิน ในแง่กฎหมายเมื่อขโมยแล้วก็ผิด หากดำเนินคดีเต็มที่จะเหมือนผลักเขาสู่วงจรเรือนจำ มีความแกร่งกร้าวมากขึ้นเมื่ออยู่ข้างในเรือนจำหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นการดำเนินคดีคงไม่มีประโยชน์เพราะลูกเขาอาจต้องถูกส่งไปสถานสงเคราะห์เนื่องจากไม่มีผู้เลี้ยงดูหากพ่อถูกจำคุก การคืนคนดีสู่สังคมคงเป็นไปไม่ได้ ขณะที่เราจะทำอย่างไรกับหลักนิติศาสตร์และการบริหารกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะมีกระบวนการป้องกันคนไม่ให้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนเริ่มต้น กลายเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่ถาวรไป ไม่ใช่การเห็นใจอาชญากรมากเกินไป แต่บางครั้งถ้าเป็นการทำความผิดครั้งแรกก็ควรให้โอกาส ขณะนี้มีคนในเรือนจำ 300,000 คน ดังนั้นคงห้ามฝ่ายบริหารลำบากในการหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อลดปริมาณคนล้นคุก เพียงแต่จะทำอย่างไรให้หามาตรการที่เหมาะสมมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมได้

“การกำหนดประเภทคดีที่เข้าสู่การชะลอฟ้องได้ ว่าอัตราโทษไม่เกิน 5 ปีนั้น ประเทศฝรั่งเศสกำหนด 5 ปีเช่นกัน ส่วนที่ติดใจเรื่องคำรับสารภาพนั้น ในร่างกฎหมายชะลอฟ้องแรกๆ มีการกำหนดไว้ด้วยเรื่องคำรับสารภาพ นอกเหนือจากการยินยอม สมัครใจ แต่ร่างฉบับปัจจุบันไม่มีระบุคำว่า รับสารภาพ ไม่ทราบว่าหายไปไหน อย่างไรก็ดีการชะลอฟ้องก็เป็นยุติธรรมทางเลือกที่ยังมีแนวคิดเรื่องสมานฉันท์ชุมชนด้วย คือ การยุติความขัดแย้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วที่ผู้เสียหายและสังคมพอใจ โดยผู้ต้องหาสำนึกในการกระทำแล้วกลับมาอยู่ด้วยกันได้ ตนเห็นว่าหากเขาไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน แล้วไม่นำเข้าสู่คุกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อคนออกจากคุกหลายครั้งถูกมองว่ามีประวัติอาชญากร ไม่มีใครต้อนรับ ไม่สามารถทำงานได้ปกติในหน่วยงาน สวนทางกับคำขวัญคืนคนดีสู่สังคม” ร.ต.ท.อุทัยกล่าว

Advertisement

นายชาติชายกล่าวว่า กฎหมายชะลอฟ้อง มีแนวคิดจะให้ระบบตรวจสอบการชะลอฟ้อง 2 รูปแบบ คือโดยศาลหรือตั้งคณะกรรมการพิจารณาชะลอการฟ้อง เท่ากับอัยการไม่อาจใช้อำนาจได้ลำพัง เป็นการสร้างการตรวจสอบจากองค์กรภายนอก แต่ก็ไม่ปรากฏว่าระบบตรวจสอบใช้อำนาจไว้ในร่างฉบับปัจจุบันนี้ ไม่รู้ว่าหายไปไหนอย่างไร

“อย่างไรก็ดี เราควรดูทุกอย่างในสังคมให้ชัดเจน ยกตัวอย่างคดีในอดีตของ นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ อดีตอัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายนำหลักฐานฟ้องคดีเอง ศาลไต่สวนกระทั่งตัดสินคดี ขณะที่บทถ่วงดุลระหว่างอัยการที่จะมีคำสั่งชะลอฟ้องกับผู้เสียหาย กฎหมายฉบับนี้ได้กำจัดการถ่วงดุล ด้วยการห้ามผู้เสียหายฟ้องคดีเองหากสั่งชะลอฟ้องแล้ว นอกจากนี้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องให้คดีโทษปรับเข้าสู่ชะลอฟ้อง หรือโดยเฉพาะนิติบุคคลบริษัทโกงประชาชน จะชะลอฟ้องเพราะกลัวคนโกงเสียชื่อก็ไม่ได้ สังคมไทยยอมรับไม่ได้ มีผู้เสียหายหลายร้อยคนจะติดตามหาผู้เสียหายมาไกล่เกลี่ยเยียวยาได้หรือไม่ เช่น คดีสหกรณ์แห่งหนึ่งที่มูลค่าเสียหลายหมื่นล้านบาท หากจะสั่งชะลอฟ้องด้วยการไกล่เกลี่ยชดใช้ค่าเสียหายเชื่อว่าจะกระหึ่มมาก ดังนั้นต้องระมัดระวังการใช้ดุลพินิจ” นายชาติชายกล่าว

ด้านนายจรัญกล่าวว่า เคยสนับสนุนให้พนักงานสอบสวนสามารถมีอำนาจที่จะไกล่เกลี่ยคดีในชั้นเบื้องต้นได้ ซึ่งหลักการดังกล่าวนั้นมีการนำมาผสมกับร่างของพนักงานอัยการจนมาเป็น พ.ร.บ.มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญาฉบับที่ว่านี้ แต่หากนำหลักการดังกล่าวที่ผสมกันแล้วมาใช้จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมาก ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจเกินกว่าฐานะของ พ.ร.บ.ไปมาก ยกตัวอย่างมาตรา 36 ระบุว่า เมื่อพนักงานสอบสวนมีคำสั่งให้ไกล่เกลี่ยคดีอาญาแล้ว ผู้เสียหายจะไม่สามารถฟ้องร้องคดีอาญาได้จนกว่าพนักงานสอบสวนจะมีคำสั่งให้ดำเนินคดีต่อไป และถ้าผู้เสียหายฟ้องคดีอยู่ก่อนแล้วให้ศาลรอการพิจารณาคดีนั้นไว้ ถือเป็นการเขียนกฎหมายในระดับ พ.ร.บ.ที่ให้ศาลต้องยุติการพิจารณาคดีโดยขึ้นกับคำสั่งของพนักงานสอบสวน จะเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่ ไม่ได้มีการตกผลึกการร่างกฎหมาย ไม่ได้เกิดจากการรับฟังข้อมูลรอบด้าน มีจุดบกพร่องมากกว่า 9 ประเด็นที่ศาลฎีกาได้แสดงความเป็นห่วงเสียอีก

“การให้ศาลรอการพิจารณาตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนมันกลับหัวกลับหาง เมื่อคดีมาถึงศาลแล้วแปลว่า คนเขาเดือดร้อน ถ้าคดีจะต้องหยุดลงแล้วพยานหลักฐานและผู้เสียหายจะมีปัญญาไปคุ้มครองพยานหลักฐานได้หรือไม่” นายจรัญกล่าว และว่า พ.ร.บ.ชะลอฟ้องไม่เกี่ยวกับคนล้นคุกเลย จะเห็นได้ว่าคดีอาญาที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลมากกว่า 70% เป็นคดียาเสพติด คดีดังกล่าวไม่สามารถเข้าสู่มาตรการชะลอฟ้องได้ เพราะหากเป็นผู้เสพที่มีการครอบครองยาบ้า 1-5 เม็ดจริง ศาลจะสั่งให้บำบัดอยู่แล้ว การที่เอาเรื่องคนล้นคุกมาอ้างยิ่งสะเทือนใจ และเป็นเสมือนการกล่าวหาว่าคนในศาลยุติธรรมเป็นตัวการนำคนเข้าคุก

ภายหลังสัมมนา นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้คณะรัฐมนตรีถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกมา แล้วตั้งคณะกรรมการทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งจากพนักงานสอบสวน อัยการ และศาล มาดูจุดอ่อนจุดแข็งกัน และหาจุดที่ลงตัวและดีที่สุด จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การเก็บอำนาจไปไว้กับคนคนเดียวอันตรายที่สุด

ขณะที่นายชาติชายให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 22 เมษายน คณะอนุกรรมการศึกษาร่างชะลอฟ้องที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งตนเป็นประธานจะประชุมหารือกัน อย่างไรก็ดี หากทุกฝ่ายมาร่วมกันดูจุดอ่อน จุดแข็งของร่างกฎหมายว่าจะแก้ไขอย่างไรให้สอดคล้อง ทางศาลก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ได้หวงอำนาจ อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้อัยการสูงสุดเคยเข้าพบประธานศาลฎีกา จะมีการพูดคุยร่วมกับกระทรวงยุติธรรมที่เสนอร่างกฎหมายนี้ด้วย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกัน ขณะที่ร่างกฎหมายมีการเสนอ ครม.พิจารณา