รองโฆษกตร.แจงเหตุท่าแร้ง ไม่ใช่ระเบิดแต่เป็นปืนลูกซองยิงกรอกปาก ระบุผบ.ตร.สั่งเร่งคลี่คลาย

30.08.18 | 09:09 น.

เมื่อเวลา 08.00น. วันที่ 30 สิงหาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณี มีคนร้ายยิงหญิงวัย 53 ปี เสียชีวิต ในพื้นที่ สน.คันนายาว ว่าได้รับรายงานจาก กองบังคับการตำรวจนครบาล2 ว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เวลาประมาณ 20.30 น. สน.คันนายาว ได้รับแจ้งว่ามีเหตุระเบิดและมีผู้เสียชีวิตพล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2. ผกก.สน.คันนายาว นำกำลังพร้อมตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุระเบิด หรืออีโอดี แพทย์รพ.ตร.ได้ร่วมกันออกไปตรวจสถานที่เกิดเหต พบศพนางสาวมานิต คงวิเศษ อายุ 53 ปี บริเวณบ้านเลขที่ 20 ม.3 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. มีบาดแผลบริเวณช่องปากและบริเวณท้ายทอย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ


“ผลการตรวจที่เกิดเหตุของ แพทย์.พฐ. และอีโอดี ไม่พบว่ามีส่วนประกอบของวัตถุระเบิดในที่เกิดเหตุ ผู้ตายเสียชีวิตจากการถูกอาวุธปืนยิงเข้าปากทะลุท้ายทอยถึงแก่ความตาย ไม่ใช่เหตุระเบิดตามที่ได้รับแจ้งแต่อย่างใด จากการสืบสวนสอบสวนพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่า ผู้ตายและนายวิโรจน์ สำราญเกตุ มีปากเสียงกันก่อนที่นายวิโรจน์ จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จนท.จึงได้จับกุมตัวนายวิโรจน์ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

นายวิโรจน์ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธอ้างว่าเป็นการเอาปืนมาหยอกล้อกับผู้ตายและเกิดปืนลั่นถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังก่อเหตุตนได้ขว้างอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุทิ้งไปที่บริเวณป่าหญ้าข้างบ้าน เบื้องต้นได้จัดชุดตรวจหาแล้วยังไม่พบเนื่องจากเป็นเวลากลางคืน แต่พบในภายหลัง”รองโฆษกตร.กล่าว

พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า จากการสอบปากคำบุตรชายของนายวิโรจน์ ให้การว่าหลังเกิดเหตุบิดาได้ใช้ให้ตนเองเป็นคนนำอาวุธปืนลูกซองสั้น แบบไทยประดิษฐ์ที่ใช้ก่อเหตุไปซ่อนฝังไว้หลังบ้านจึงได้พาตำรวจ ไปนำอาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลางประกอบคดีตามกฎหมายต่อไป คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ พนักงานสอบสวนได้รับตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีแล้วตามกฎหมาย สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมพยานหลักฐานและรอผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์ และผลตรวจวัตถุพยานจากพิสูจน์หลักฐาน

Advertisement

“พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. รับทราบแล้ว กำชับพนักงานสอบให้ดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน อย่างตรงไปตรงไปมา ด้วยความรอบครอบ รวดเร็ว เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย อาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ เพื่อเยียวยาความเสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม”รองโฆษกตร.กล่าว