เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ผบก.ปทส.)เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ น.ส.ชลิดา หรือมู่หลาน สุพันธมาส ว่าได้ประสาน สภ.บางปู จังหวัดสมุทรปราการ ออกหมายจับ ข้อหาร่วมกันแปรรูปไม้ ตั้งโรงค้าไม้แปรรุปภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไม้พะยูง ไม้ชิงชัน อันยังไม่ได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงด้วยกฎหมาย รอยตรารัฐบาลขาย ร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มีผลิตหรือนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.)อายัดการเดินทางออกนอกประเทศ เชื่อว่า น.ส.ชลิดา ยังหลบอยู่ในประเทศไทย
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.ต.อ.อนรรฆ ประสงค์สุข ผกก.2 บก.ปทส. พ.ต.ท.ศิรเมศร์ เมธีธนวิจิตร รองผกก.2 บก.ปทส.บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่ทหาร กอ.รมน. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการกำลังเข้าตรวจค้นโกดังเลขที่ 545 ม.2 ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ พบกองไม้แปรรูปและไม้ท่อนกระจายกันอยู่หลายกอง รวมทั้งอุปกรณ์การแปรรูปไม้และอุปกรณ์อื่นๆที่เกี่ยวกับการแปรณูปและขนส่งไม้
จากการตรวจสอบชนิดไม้พบว่าเป็นไม้พะยูง ไม้ประดู่ และไม้ชิงชัน ผิดกฎหมาย จำนวนทั้งสิ้น 389 ท่อน คิดเป็นมูลค่าเสียหายของรัฐเป็นเงิน 32,876,692 บาทและจับกุม นายเฉิน หง ม่า อายุ 37 ปี สัญชาติจีน นายมิน ซอ อายุ 48 ปี สัญชาติเมียนมา นายเชค ทู อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา และนายละเมว อายุ 30 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมตรวจยึดรถพ่วงท้ายบรรทุก ทะเบียน 71-2961 พระนครศรีอยุธยา และตู้คอนเทนเนอร์ ที่พบในโกดัง
พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวอีกว่า ต่อมาสืบสวนขยายผลสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสี่ทราบว่าบุคคลที่เป็นนายทุนและเป็นเจ้าของไม้ของกลางคือ น.ส.ชลิดา หรือเจ๊มู่หลาน อายุ 40 ปี อยู่เลขที่ 16/1 ถนนกรุงศรีใน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นคนสั่งการขนย้ายไม้
ผบก.ปทส. กล่าวอีกว่าจากการตรวจสอบกับกรมการปกครองทราบว่า น.ส.ชลิดา ได้ถูกจำหน่ายออกจากระบบทะเบียนราษฎร์แล้ว โดยต้องสงสัยว่าเป็นการทำบัตรประชาชนโดยมิชอบคือสวมหมายเลขบัตรประชาชนของผู้อื่น ซึ่งขณะนี้กรมการปกครองได้ตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว
พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวว่าทาง กก.2 บก.ปทส.จึงสืบสวนขยายผลจากตู้คอนเทรนเนอร์ ที่ตรวจยึดได้จากที่โกดัง โดยประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร ทราบว่าตู้คอนเทรนเนอร์ดังกล่าวกระทำพิธีการทางศุลกากรโดย บริษัท บุญรอด อิมปอร์ต แอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต โดยสำแดงสินค้าว่าเป็น กากอ้อย เพื่อส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา และจากการตรวจสอบพบว่า บริษัท บุญรอด อิมปอร์ต แอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต ได้ขอส่งออกสินค้าจำนวน 2 ตู้ ซึ่งอีกหนึ่งตู้ได้ถูกขนส่งเข้าไปยังท่าเรือแหลมฉบังแล้ว โดยสำแดงสินค้าดังกล่าวว่าเป็นของป่าชนิดครั่ง ส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม เช่นเดียวกันกับตู้ที่ตรวจยึดได้ในโกดัง แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารการขนส่งกับบริาทเรือที่ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าว พบว่าตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 2 ตู้ดังกล่าว ถูกเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากประเทศอินโดนีเซีย ไปยังประเทศจีน ซึ่งไม่ตรงกันกับที่แจ้งไว้กับทางเจ้าหน้าที่ศุลกากร ทาง บก.ปทส.และเจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงได้นำตู้คอนเทรนเนอร์ดังกล่าวขณะอยู่ลอยลำอยู่กลางทะเลเพื่อขนส่งไปยังปลายทางมาทำการตรวจสอบเบื้องต้นด้วยเครื่องเอ็กซ์เรย์พบว่าสินค้าที่อยู่ภายในตู้คอนเทรนเนอร์มีลักษณะคล้ายไม้แปรรูป จึงร่วมกันอายัดตู้เทรนเนอร์ดังกล่าว
พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวว่าจากการตรวจสอบตู้คอนเทรนเนอร์พบไม้ประดู่แปรรูปจำนวนประมาณ 400 ท่อน และจากการตรวจสอบพบว่าไม้ที่พบที่โกดังในพื้นที่จังหวัดชัยนาท เมื่อปี พ.ศ.2558 มีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้าไม้ของ”เจ๊มู่หลาน”ซึ่งทาง บก.ปทส.ประสานการทำงานกับทาง บก.สส.บช.ภ.1
แหล่งข่าวเปิดเผยว่าสำหรับ น.ส.ชลิดา เป็นกลุ่มแก๊งสวมบัตรเดียวกันกับที่กองบังคับการปราบปรามปราบสอบสวนไว้แล้วเมื่อปี พ.ศ.2558 โดยตัวมู่หลาน มีสามีเป็นนายทหารเกษียณอายุราชการ


