เมื่อวันที่ 2 กันยายน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รอง ผบช.ทท.) ผู้ที่รับมอบหมาย จาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ลงพื้นที่คลี่คลายคดี นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษอ้างถูกชิงทรัพย์ ข่มขืนบนหาดทรายรี ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ขณะนี้ตำรวจไทยประสานผ่านช่องทางกับกงศุลใหญ่ สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยไปถึงตำรวจลอนดอน เพื่อให้บันทึกปากคำผู้เสียหาย พร้อมกับพยานเอกสารหลักฐานส่งกลับมาให้ตำรวจไทย คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 1 เดือน แต่ทั้งนี้ตนยังยืนยันคำเดิมจากพยานหลักฐานว่าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ตามที่นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อที่ประเทศอังกฤษ
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า ทางตำรวจไทยยังยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับนักท่องเที่ยวคนดังกล่าวที่อ้างว่าได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องรอหลักฐานและคำให้การส่งมาให้ตำรวจไทย ถ้าหากพิสูจน์แล้วไม่พบว่ามีมูลความจริง ก็จะดำเนินคดีแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และจะขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามเข้ามาประเทศไทยอย่างถาวร
รอง ผบช.ทท.กล่าวอีกว่า ขณะที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์นักท่องเที่ยวกุเรื่อง เพื่อเรียกร้องเงินกองทุนเพื่อนำหลักฐานไปเบิกประกันทรัพย์สินโดยเหตุลักษณะดังกล่าวที่ผ่านมา เกิดมาหลายรายเช่นที่เกาะเต่า 2 ราย เกาะสมุย 1 ราย และที่กระบี่ 1 ราย จึงแจ้งข้อหาดำเนินคดี แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีส่งฟ้องศาล เมื่อเสร็จสิ้นคดีส่งตัวมาให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พร้อมบันทึกขอให้เพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรและขึ้นบัญชีบุคคลไม่พึงประสงค์ ตม. พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแจ้งความอันเป็นเท็จในข้อหาร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย และกระทบต่อความเชื่อมั่นในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เข้าลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง จึงเพิกถอนวีซ่าและขึ้นบัญชีเป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศไทย
“ประเทศไทยมีนักท่องเดินทางเข้าท่องเที่ยวปีละ 35 ล้านคน เป็นอันดับ 3 ของโลก จึงต้องแยกนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพที่ดีและไม่ดีออกจากกัน “พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าว

