เมื่อเวลา 10.10 น.วันที่ 4 กันยายน ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ร่วมกับผู้แทนจากกองพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ รวมถึงภาครัฐและเอกชนอื่นๆ ประชุมหารือในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
พล.ต.ต.จิรพัฒน์กล่าวถึงอุบัติเหตุรถฟอร์จูนเนอร์ชนบนทางด่วนจนมีหญิงวัย 68 ปี ตกลงมาเสียชีวิต 1 ราย เมื่อวันที่ 3 กันยายน ว่าสื่อหลายสำนักได้พยายามถามตนว่าจะแนะนำประชาชนอย่างไร จึงได้ย้อนถามกลับไปที่ต้นเหตุถึงการตีเส้นทึบบนไหล่ทางนั้นไม่ได้เป็นที่ให้รถวิ่ง ซึ่งรถคันดังกล่าวได้ขับบนไหล่ทางตลอดมา สันนิษฐานว่าคงทำอะไรอยู่ระหว่างขับรถ ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ต้องรณรงค์ว่าอย่าไปวิ่งบนไหล่ทาง เพราะมีไว้สำหรับรถเสียรถจอดตาย และยังเป็นช่องทางฉุกเฉินให้รถกู้ชีพใช้เดินทางไปยังโรงพยาบาลได้เร็วขึ้น หากมีรถติดเต็มถนนทั้ง 4 เลนก็ไปไม่ได้ คงมีประเทศไทยที่เดียวที่มีรถวิ่งบนไหล่ทางโดยไม่รู้สึกอะไร
“บางคนบอกว่ารถติดเต็มถนนไปไม่ได้ ต้องวิ่งบนไหล่ทาง ผมเรียนว่าตามสถิติจะมีรถเสียที่จอดข้างทางชั่วโมงละ 700-800 คัน ที่ต้องจอดบนไหล่ทาง ทำให้เกิดจุดคอขวดเพราะรถต้องเบี่ยงหลบ เหตุเมื่อวานนี้ผมบอกให้พนักงานสอบสวนแจ้งดำเนินคดีผู้ขับรถฟอร์จูนเนอร์ให้ครบทั้งหมดทุกข้อหา ตั้งแต่ขับรถในเส้นทึบ, ขับขี่โดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต จนถึงการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ลักษณะการขับรถโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น ขอเป็นครั้งสุดท้ายได้หรือไม่” รอง ผบช.น.กล่าว
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีความเห็นชอบร่วมกันว่าแนวไหล่ทางของถนนไม่ใช่ช่องทางพิเศษสำหรับการเพิ่มผิวจราจร ผู้เข้าประชุมจึงได้มีการเสนอในการหาแนวทางไม่ให้ผู้ใช้รถขับขี่ในบริเวณดังกล่าว รวมถึงได้เสนอให้กั้นแนวแบริเออร์ตรงจุดโทรศัพท์ฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้งเหตุรถเสีย

