วันที่ 20 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีตำรวจ สภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม พบศพชายนิรนาม ในป่าช้าร้าง หมู่ 13 ต.ดอนข่อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 18 เมษายน ซึ่งเกิดจากการถูกฆาตกรรม และอำพรางศพ มีบาดแผลที่กะโหลกศีรษะเป็นรูหลายจุด และที่บริเวณหน้าท้องมีโพรงช่องขนาดใหญ่ คาดว่าเสียชีวิตมากว่า 7 วันนั้นและต่อมามีนายหนุย มูลคำ อายุ 55 ปี อยู่บ้านเช่าในเขต ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อขอดูภาพผู้เสียชีวิตและยืนยันว่าเป็นนายวิทยา มูลคำ อายุ 22 ปี ลูกชายของตนเองที่ออกไปกับเพื่อนสนิทช่วง 4 ทุ่มของวันที่ 7 เมษายน โดยบอกว่าจะออกไปตลาดกันจากนั้นไม่กลับบ้านเลยนั้น
พล.ต.ต.กฤษณะ ทรัพย์เดช ผบก.จว.นครปฐม พ.ต.อ.รัตน ปานจันทร์ รอง ผบก. แถลงว่า พ.ต.อ.วิติพจน์ พจนาคม ผกก.สภ.กำแพงแสน พ.ต.ท.พฤฒ จำรูญศาสน์ รอง ผกก.สส.สภ.กำแพงแสน ร.อ.วิศรุต วงษ์ศิริรัตน์ ผู้บังคับกองร้อย รส.ที่ 2 ร.29 พัน3 พร้อมพวกจับกุมนายชำนิ ตรียะพันธ์ หรือเป๊ก ดอนข่อย อายุ 30 ปี พร้อมรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีดำ ของนายวิทยา ผู้เสียชีวิต เสื้อยืดคอกรมสีขี้ม้ากางเกงลายพรางทหาร ที่บ้านพักในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้แล้ว และกระทำการซ่อนเร้นอำพรางศพ ซึ่งนายชำนิให้การรับสารภาพ และว่า ใช้เท้าเตะก้านคอนายวิทยา ขณะนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์จนล้มลง แล้วใช้เท้ากระทืบหน้าจนสลบ ก่อนใช้ไม้สะแกท่อน ตีศีรษะนายวิทยาจนแน่ใจว่าเสียชีวิต แล้วลากศพไปหมกทิ้งไว้ในป่าช้าร้าง และก่อนออกมาใช้เหรียญบาทยัดใส่ปากผี เพื่อสะกดวิญญาณ ตามความเชื่อที่เรียนมา

พล.ต.ต.กฤษณะกล่าวว่า นายชำนิอ้างว่าวันเกิดเหตุนั่งดื่มเหล้าขาวกับนายวิทยาจนเมาได้ที่ จากนั้นได้พูดคุยกันเรื่องที่นายวิทยามาติดพัน น.ส.แวว ซึ่งเป็นน้องสาวบุญธรรม ที่นายชำนิเองก็แอบชอบอยู่นั่น ทั้งคู่เกิดมีปากเสียงและนายวิทยายังคงยืนยันว่าชอบน.ส.แวว น้องสาวบุญธรรม นายชำนิจึงขู่ไปว่าถ้าไม่หยุดเดี๋ยวจะเอาเหรียญยัดปาก ซึ่งเป็นภาษาของคนคุก แต่นายวิทยาคงไม่เข้าใจและย้ำแบบท้าทาย นายชำนิจึงลวงนายวิทยาให้ขี่รถจักรยานยนต์ให้ไปส่งที่บ้าน โดยจะแวะเสพยาบ้ากันก่อนในป่าช้าร้างบริเวณที่เกิดเหตุ เมื่อถึงที่เกิดเหตุนายชำนิได้ลงจากรถเตะก้านคอ และกระทืบ จนสลบแล้วใช้ไม้สะแกท่อนกระหน่ำตีจนแน่ใจว่าเสียชีวิต จึงลากศพไปอำพรางทิ้งไว้ในป่าทึบใต้ต้นตาล และใช้ใบตาลปิดศพไว้ และว่า ไม่ได้ใช้อาวุธปืน และไม่ได้คว้านท้อง ที่ท้องเป็นโพรงใหญ่ขนาดนั้นน่าจะมีสัตว์เลื้อยคลานไปกัดกิน
พล.ต.ต.กฤษณะกล่าว และว่า นายชำนิเคยต้องโทษคดีฆ่าผู้อื่นเสียชีวิตท้องที่ สภ.ดอนตูม เมื่อปี 2552 ศาลตัดสินจำคุก 11 ปี และพ้นโทษมาปี 2558 และนายชำนิเป็นคนชอบเครื่องแบบทหารจึงไปหาซื้อมาใส่ เสื้อผ้าที่ยึดมาได้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกองทัพหรือทหารแต่อย่างไร
ด้านนายชำนิ หรือเป๊ก ดอนข่อย ได้ขอธูปเพื่อขมานายวิทยา ซึ่งเป็นเพื่อสนิทบริเวณจุดเกิดเหตุ และว่า ด้วยฤทธิ์ของสุรา เมาจนขาดสติ ประกอบกับหึงหวงน้องบุญธรรม ที่ตนเองแอบชอบพอเหมือนกัน จึงพยายามเตือนแต่นายวิทยาก็ไม่ฟัง จึงจำเป็นต้องลวงไปฆ่าทิ้ง แล้วขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปจอดทิ้ง เพื่อหวังให้เด็กแว้นแถวนั้นมาขโมย แต่ก็ยังอยู่ที่เดิม จึงนำไปฝากจอดบ้านเพื่อน แล้วกลับบ้านทำสวนปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และว่า ยอมชดใช้กรรมที่ก่อขึ้นอีกครั้งหลังจากเคยติดคุกคดีฆ่าคนตายมา 6 ปี

