เมื่อวันที่15 กันยายน ที่ สน.สุทธิสาร พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบช.น. พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2 พร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายหลิว ซงไฮ่ อายุ 34 ปี สัญชาติจีนและนายสมชาย มานิโช อายุ 33 ปี ชาวไทยหลังก่อเหตุลักพาตัวเรียกค่าไถ่นายเผิง ซีเฮ่า อายุ 27 ปี สัญชาติจีน นักธุรกิจรับจ้างขนส่งนำเข้าสินค้าจากจีนเข้ามาในไทย เหตุเกิดเมื่อช่วงเย็นของวันที่13 กันยายน บริเวณถนนหน้าร้านอาหารย่านแยกเหม่งจ๋าย โดยแจ้งข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังและร่วมกันเรียกค่าไถ่
พล.ต.ต.สมพงษ์กล่าวว่า วันเกิดเหตุนายเผิงขับรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่มาถึงจุดเกิดเหตุ ได้มีคนร้าย 3 คนขับรถฮอนด้า แจ๊ซ พุ่งชนท้ายรถนายเผิง แล้วทำทีมาเจรจาค่าเสียหาย เมื่อนายเผิงเปิดประตูมา ทางคนร้ายได้แบ่งหน้าที่จี้เอวพานายเผิงขึ้นรถของตัวเองก่อนขับรถพาไปพักที่พัทยา ทางคนร้ายบังคับให้นายเผิงเขียนสัญญาว่าเป็นหนี้จำนวนเงิน 140,000 หยวน หรือประมาณ 7 แสนบาท ต้องชำระภายใน 2 เดือนนับแต่เขียนสัญญานี้ไป โดยให้ลงมือชื่อพร้อมประทับลายนิ้วมือไว้ในสัญญา โดยนายเผิงโอนเงินตอนแรกไป 1,900 หยวน หรือ 9,500 บาท และถูกบังคับให้ไปขอยืมเงินเพื่อนฝูงคนไทยและคนจีนให้โอนเงินมาเพิ่มอีก ทางนายเผิงหาเงินมาจากเพื่อนได้อีก 40,000 หยวน หรือประมาณ 2 แสนบาท ตลอดช่วงการบังคับข่มขู่นั้น ทางนายเผิงต้องนั่งบนพื้นไม่ได้หลับตลอดเวลาจนถึงวันที่ 14 กันยายน ทางนายเผิงได้ติดต่อกับทางญาติคนจีนที่อยู่ในไทยและภรรยาชาวจีนเพื่อขอเงินเพิ่ม ระหว่างนั้นนายเผิงได้แอบส่งข้อความขอความช่วยเหลือ ทำให้ทางญาติเข้าติดต่อกับทางตำรวจแจ้งความที่ สน.สุทธิสารในวันที่ 14 กันยายน ทางเจ้าหน้าที่จึงมีการวางแผนร่วมกันจับกุมทันที
พล.ต.ต.เอกชัยกล่าวต่อว่า ทางนายเผิงได้วางแผนบอกว่า มีรถยนต์อยู่ที่คอนโดมิเนียม เดอะคริส 3 ซอยรัชดาภิเษก 17 แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพฯ สามารถนำมาขายได้คนร้ายจึงพาตัวนายเผิงมาจากพัทยาในวันที่15 กันยายน โดยมีมีดจี้มาตลอด เมื่อมาถึงคอนโดมิเนียม ทางนายเผิงโดดลงจากรถ ทางตำรวจจึงได้เข้าจับกุมคนร้ายได้ 2 คนที่พาตัวมา ยังเหลือที่หลบหนีไปอยู่ 1 คน ทราบชื่อว่านายเป้

พล.ต.ต.สมพงษ์กล่าวว่า ทางผู้ต้องหาอ้างว่ารู้จักกันกับทางผู้เสียหายทางวีแชต รู้จักกันมาสักพักแล้วเห็นผู้ต้องหาโพสต์รูปรถก็คิดว่ามีทรัพย์สินมากจึงก่อเหตุดังกล่าว โดยผู้ต้องหาให้การว่าผู้เสียหายติดหนี้พนันบอล ซึ่งถือเป็นคำให้การกล่าวอ้างของผู้ต้องหา แต่เจ้าหน้าที่ถือว่ากลุ่มผู้ต้องหามีความผิดในการเรียกค่าไถ่ หากเป็นหนี้เป็นคดีแพ่งก็ต้องฟ้องศาลเอา ไม่ใช่มาก่อเหตุอุกอาจแบบนี้ ตอนนี้เจ้าหน้าที่จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยต้องสอบปากคำผู้เสียหายอีกครั้งว่าสาเหตุเกิดจากเรื่องใดกันแน่ ตอนนี้ก็จะต้องสอบปากคำผู้เสียหายต่อไป
เบื้องต้นทางผู้ต้องหามีภรรยาเป็นคนไทยเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถืออยู่ที่พัทยาและเดินทางเข้าออกประเทศไทยอยู่เป็นประจำ โดยผู้ต้องหาชาวจีนได้ว่าจ้างผู้ต้องหาชาวไทยเป็นเงิน 5,000 บาทให้มาร่วมก่อเหตุดังกล่าว โดยให้มาทวงหนี้เพราะผู้เสียหายเป็นหนี้อยู่มาก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบปากคำและดำเนินคดีตามกฎหมายพร้อมไล่ล่าผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่มารับโทษต่อไป

