เปิด 14 รูปแบบ ทุจริตในภาครัฐ ป.ป.ท. แฉผลศึกษาพบ สมรสต่างชาติอำพราง-จัดซื้อจัดจ้าง

18.09.18 | 15:33 น.
รศ. สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานอนุกรรมการพิจารณาผลการศึกษารูปแบบการทุจริต

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น พลัส แวนดา แกรนด์ นายกิตติ ลิ้มชัยกิจ ประธานกรรมการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ท.) เป็นประธาน เปิดงานสัมมนาทางวิชาการเพื่อนำเสนอผลการศึกษารูปแบบการทุจริต ประจำปี 2561 โดยมีพันตำรวจโท วันนพ สมจินตนากุล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. โดยมีพ.ต.ท. วันนพ สมจินตนากุล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าวรายงาน มีผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ ประกอบด้วย คณะกรรมการ ป.ป.ท. คณะอนุกรรมการพิจารณาผลการศึกษารูปแบบการทุจริต ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงาน ป.ป.ท. เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ระดับกระทรวง รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง จำนวนกว่า 150 คน เข้าร่วมงาน


นายกิตติ ลิ้มชัยกิจ ประธานกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ท.)

นายกิตติ กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ตามพ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 ถึงปัจจุบัน พบว่า มีสถิติจำนวนการรับเรื่องร้องเรียน มากกว่า 30,000 เรื่อง โดยเป็นลักษณะประเภทคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ และมีพฤติการณ์ หรือรูปแบบการทุจริตที่หลากหลายตามภารกิจงานของแต่ละองค์กร บางคดีที่มีการกระทำความผิดนั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก บางคดีอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ส่งผลกระทบรุนแรง มีมูลค่าความเสียหายสูง ซึ่งมีตัวแปรปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ สำหรับปีนี้ได้รวบรวมรูปแบบการทุจริตในคดีต่างๆ จากหน่วยงานในสังกัดจำนวน 14 เรื่อง มาเป็นกรณีศึกษา อาทิ กรณีการสมรสอำพรางของชาวต่างชาติกับชาวไทย กรณีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตเงินออมชราภาพผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ของสำนักงานประกันสังคม กรณีการยักยอกทรัพย์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในรัฐวิสาหกิจด้านสถาบันการเงิน กรณีการทุจริตของพนักงานรับฝากเงินและตราสาร กรณีการเพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้าน กรณีการสวมบัตรประชาชนคนไทย กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ

พ.ต.ท. วันนพ สมจินตนากุล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.

 

ด้านรศ. สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานอนุกรรมการพิจารณาผลการศึกษารูปแบบการทุจริต กล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบการทุจริตที่เกิดขึ้นมีความหลากหลายและเกิดขึ้นในทุกระดับและทุกองค์กรของภาครัฐ โดยเฉพาะบางประเด็นที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการยักยอกทรัพย์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในรัฐวิสาหกิจด้านสถาบันการเงิน กรณีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตเงินออมชราภาพผู้ประกันตน และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาเฉพาะกิจ 3จังหวัดใช้แดนภาคใต้ ซึ่งเพิ่งพบเป็นครั้งแรก ที่แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการทุจริตที่เปลี่ยนแปลงไป ที่เคยมีการศึกษามาก่อนหน้านี้

Advertisement

รศ. สังศิต กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ปัญหายังคงรุนแรง เช่น ปัญหาการทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเกิดขึ้นในทุกระดับทั้งโครงการของรัฐขนาดใหญ่ขนาดกลางและขนาดเล็ก และการทุจริตในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งของประเทศและของต่างชาติ เช่น การจดทะเบียนสมรสอำพราง หรือกรณีการสวมบัตรประชาชนและการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านให้กับชาวต่างชาติ ทำให้คนต่างชาติได้เป็นคนไทย ซึ่งมีตัวอย่างความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มต่างชาติผู้มีเงินและอำนาจทางธุรกิจที่เข้ามาสร้างธุรกิจในเมืองไทยและทำลายธุรกิจที่เป็นของคนไทยแท้ ๆ จนเสียหาย บางกรณีมีการนำเงินส่งออกไปให้องค์กรต่างประเทศ ใช้ก่อความไม่สงบ ที่สำคัญยังพบการทุจริตที่เป็นหมู่คณะของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดการรับสินบน การซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งจากการศึกษาประเมินว่าในปี2561 น่าจะมีมูลค่าความเสียหาย จากการทุจริตรวม ไม่น้อยกว่า 50,000-100,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

รศ.สังศิต ยังกล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้ภาพรวมการทุจริตในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เงื่อนไขสำคัญเกิดจากระบบการเมืองแบบปิดที่มีจุดอ่อนคือการไม่มีองค์กรตรวจสอบอย่างแท้จริง ผนวกกับปัจจัยด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีระบบคุณธรรมและระบบพวกพ้องเส้นสาย และการบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบจัดซื้อจัดจ้างไม่มีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจอย่างบิดเบือนในการตัดสินใจทำให้เกิดการหาผลประโยชน์เข้าส่วนตัว อย่างไรก็ตามมองว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเผด็จการ หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็มีปัญหาการทุจริตเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับรัฐบาลกับการมีอำนาจ ถ้ามีอำนาจมากกว่า การทุจริตก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการพิจารณาผลการศึกษารูปแบบการทุจริต ประจำปี 2561 สำนักงาน ป.ป.ท. ได้รวบรวมผลงานวิชาการจากหน่วยงานในสังกัด ประกอบด้วย กองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 – 5 และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขต 1 – 9 รวมจำนวนทั้งสิ้น 14 เรื่อง เพื่อนำเสนอและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านการศึกษารูปแบบการทุจริตให้กับเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงาน ป.ป.ท. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในสังกัดหน่วยงานอื่น รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการศึกษารูปแบบการทุจริต ดังนี้ (1. )กรณีการสมรสอำพรางของชาวต่างชาติกับชาวไทย (2. )กรณีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตเงินออมชราภาพผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ของสำนักงานประกันสังคม(3.)การยักยอกทรัพย์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในรัฐวิสาหกิจด้านสถาบันการเงิน กรณีการทุจริตของพนักงานรับฝากเงินและตราสาร (4.) กรณีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในเขตกรุงเทพมหานคร (5. )กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ กรณีการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยมิชอบ 6. รูปแบบการทุจริตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านการบริหารงานคลัง (7.) กรณีการเพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้านตามข้อ 97 ของระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 (8.) กรณีการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (9.) กรณีการควบคุมงาน และการตรวจรับงานจัดซื้อจัดจ้างในพื้นที่รับผิดชอบของ ปปท.เขต 4

(10. ) กรณีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินโดยวิธีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน กรณีที่มีเขตติดต่อกับแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือเขตอุทยานแห่งชาติ (11. )กรณีสวมบัตรประจำตัวประชาชนคนไทย (12.) กรณีการเบียดบังทรัพย์สินของทางราชการไปเป็นของตนเอง โดยทุจริตของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จัดทำโดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขต 7 (13.) กรณีการจัดซื้อจัดจ้างในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) (14.) กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ

อย่างไรก็ตามสำหรับ การนำเสนอผลการศึกษารูปแบบการทุจริตในคดีของสำนักงาน ป.ป.ท. จะนำไปสู่การขยายผลและพัฒนางานให้เป็นเครื่องมือหรือกลไก ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป