เพื่อนสนิทหนุ่ม ตชด.ระนองเผยเหตุยิงตัวเอง ชี้เครียดจัดจากงานและคดีบึ้มรถทหาร

11.10.18 | 09:44 น.

จากเหตุการณ์ที่ดาบตำรวจเมธี ไชยฉิม อายุ 49 ปี สังกัดกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 415 ระนอง ได้ใช้อาวุธปืนประจำตัวยิงตัวเองเสียชีวิตที่บ้านพักเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม


ล่าสุดเมื่อเวลา 00.09 น. วันที่ 11 ต.ค. ที่โรงพยาบาลระนอง หลังจากที่แพทย์ได้ทำการผ่าตัดเก็บดวงตาของดาบตำรวจเมธีเพื่อบริจาคให้กับสภากาชาดไทยตามเจตนารมณ์ของเจ้าตัวเรียบร้อยแล้ว ครอบครัวของดาบตำรวจเมธีได้มารับศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบ้านเกิด ท่ามกลางผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน พี่น้อง และเพื่อนๆ ในจังหวัดระนอง มาร่วมส่งเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับเพื่อนสนิทของดาบตำรวจเมธี ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกัน และเป็นเพื่อนสนิทที่มักจะปรึกษาเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวกันอยู่เสมอ

เพื่อนสนิทคนนี้เล่าให้ฟังว่า โดยส่วนตัวแล้วดาบตำรวจเมธีเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริง แจ่มใส สนุกสนานเฮฮาแต่ไม่ดื่มเหล้า ชอบช่วยเหลือเพื่อนและคนรู้จักในทุกเรื่อง เป็นที่รักของคนรอบข้างรวมไปถึงผู้บังคับบัญชา อีกทั้งเมธีได้บริจาคดวงตาให้กับสภากาชาดไทยด้วย ซึ่งตั้งแต่ทำงานถึง 26 ปี เมธีไม่เคยถูกสั่งให้เขียนรายงานเลย โดยก่อนหน้านี้เมธีเคยทำงานร่วมกับชุดเฉพาะกิจปราบปรามยาเสพติดของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 กองกำลังเทพสตรี และเคยบ่นว่าเครียดอยากกลับมาทำงานประจำการที่กองร้อย เพื่อจะได้มีเวลาให้กับครอบครัว ซึ่งมีลูกชายที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 ที่โรงเรียนประจำจังหวัดระนอง จนกระทั่งเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา เมธีได้ขอย้ายตัวเองกลับมาประจำการที่กองร้อย โดยรับผิดชอบในหน้าที่เวรยาม

Advertisement

เพื่อนสนิทคนดังกล่าวเล่าต่อว่า ในวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้เกิดเหตุการณ์รถของทหารหน่วยปราบปรามยาเสพติดของ มทบ.44 จ.ชุมพร ได้ถูกลอบวางระเบิดจนเป็นเหตุให้สิบเอกสุพัฒน์ธนชัย มากประสิทธิ์ ได้เสียชีวิต ตัวเมธีเองนั้นไม่ได้เข้าเวรยามในเวลานั้น แต่ชื่อของเขาก็เป็นหนึ่งในเวรยามของกองร้อย ซึ่งหลังเกิดเหตุทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่เวรยามถูกเรียกมาสอบถามรายละเอียด รวมถึงมีการตรวจเขม่าดินปืนตามร่างกาย มีคนโทรศัพท์มาถาม อีกทั้งข่าวที่ออกมาทางเมธีก็วิตกไปมากว่าได้มีการบ่งชี้มาที่เจ้าหน้าที่ของกองร้อย ตชด. และยิ่งทำให้เมธีเครียดมาก ไปมากกว่านั้นก็คือเมื่อมีสื่อบางรายได้พาดหัวข่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เป็นฝีมือคนมีสี” จากการที่เมธีเป็นคนที่ดีมาก ไม่เคยกระทำความผิด

เมื่อมีเหตุที่บ่งชี้มาที่ตนว่าเป็นผู้กระทำความผิด ทำให้เมธียิ่งเครียดมากยิ่ง ซึ่งจะเห็นได้จากจดหมายลาที่พูดถึงไม่อยากให้เสื่อมเสียวงศ์ตระกูล โดยช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา เพื่อนๆ และผู้ร่วมงานหลายคนสังเกตได้ว่าเมธีมีความวิตกและเครียดมาก ทั้งการบอกว่ามีคนกำลังติดตาม หรือแม้กระทั่งขวดน้ำที่ดื่มถ้ามีคนหยิบไปก็จะคิดมากไปว่ามีคนเอาไปเก็บลายนิ้วมือบ้าง เก็บดีเอ็นเอบ้าง และจะย้ำพูดย้ำคิดอยู่อย่างนี้มาตลอด และมักจะโทรศัพท์มาพูดคุยอยู่เสมอ โดยเพื่อนสนิทจะคอยปลอบและให้คำแนะนำอยู่ตลอดเวลา แต่สุดท้ายเมธีก็ตัดสินใจจบชีวิตตนเอง ตามเหตุผลในจดหมายลาที่บอกว่าไม่อยากให้เสื่อมเสียวงศ์ตระกูล