เมื่อวันที่ 25 เมษายน ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่นายพานิชย์ เจริญเผ่า อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลป์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ที.พี.ไอ. เป็นจำเลย เรียกค่าจ้างว่าความในคดีล้มละลายเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของบริษัท ที.พี.ไอฯ ของศาลล้มละลายกลาง โดยตกลงค่าสินจ้างทั้งหมด 400 ล้านบาท แต่จำเลยไม่ชำระ ขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าสินจ้างแก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายรวม เป็นเงิน 440 ล้านบาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์
โจทก์ฎีกาศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า สัญญาว่าจ้างให้ดำเนินคดีล้มละลายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารแผนฯ และให้จำเลยผู้ว่าจ้างเป็นผู้บริหารแผนฯ ชั่วคราวจนกว่าการพิจารณาของศาลฎีกาถึงที่สุด โดยจำเลยจะจ่ายเงินให้โจทก์และนายเจษฎา จันทร์ดี เมื่อดำเนินการสำเร็จตามสัญญา ตกลงทำสัญญาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2544 ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2544 นายเจษฎายื่นคำร้องขอให้ผู้บริหารแผนฯพ้นจากตำแหน่ง วันที่ 9 เมษายน 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง นายเจษฎายื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกามีคำสั่งว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด พ้นจากการเป็นผู้บริหารแผนฯ จึงไม่มีสถานะเป็นผู้บริหารแผนฯของลูกหนี้อีกต่อไป การพิจารณาคำร้องฉบับวันที่ 5 เมษายน 2544 จึงไม่เป็นประโยชน์ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นอกจากยื่นคำร้องและยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว ไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในศาลอีก แต่ได้ความว่ามีนายธงชัย บรรณสิริ เป็นทนายความจำเลยซึ่งดำเนินคดีอยู่แล้วอีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่โจทก์แนะนำให้จำเลยจัดลูกจ้างพนักงานแสดงออกคัดค้านไม่ให้บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ เป็นเพียงการกระทำการนอกศาลเท่านั้น ซึ่งการพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ต้องพิจารณาจากคำคู่ความ ตลอดจนพยานหลักฐานที่ได้จากการนำสืบของคู่ความ ซึ่งจำเลยมีนายธงชัยเป็นทนายความดำเนินคดีอยู่แล้ว พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ดำเนินคดีให้แก่ผู้ว่าจ้างตามสัญญา จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างตามสัญญา พิพากษายืน

