เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ 26 เมษายน ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี นายกำธร ศรีสุวรรณมาลา พร้อมชาวบ้านคลิตี้ ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี กว่า 10 คน พร้อม นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและการพัฒนา ว่าที่ ร.ต.สมชาย อามีน กรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีสิ่งแวดล้อม คดีชาวบ้านกะเหรี่ยงคลิตี้ล่าง 8 คน เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 และ นายคงศักดิ์ กลีบบัว จำเลยที่ 2 ในฐานความผิด ละเมิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 โดยมี นางภินันท์ โชติรสเศรณี ประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ พร้อมชาวบ้านคลิตี้ ที่ได้รับผลกระทบจากสารตะกั่วจำนวนหนึ่งเข้าร่วมรับฟัง แต่ไม่มีฝ่ายจำเลยมาร่วมรับฟังแต่อย่างใด
กระทั่งเวลา 09.45 น. เมื่อถึงกำหนดคู่ความมาศาล ศาลได้ตรวจสำนวนแล้วมีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำสั่งศาลฎีกาไปนัดพร้อมและฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 21 มิ.ย.59 เวลา 09.00 น.เหตุที่ต้องเลื่อนเนื่องจาก 1.ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาจำเลยที่ 1 และทนายจำเลย 1 ไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ทนายรับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแทน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทั้ง 8 ตรวจสอบที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และแถลงให้ศาลภายใน 3 วัน เพื่อดำเนินการส่งหมายให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเหตุผลที่ 2.ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงจะอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาได้
ว่าที่ ร.ต.สมชาย เปิดเผยภายหลังว่า กระบวนการของศาลมีประเด็นปัญหาอยู่สองส่วน ส่วนแรกคือการส่งหมายให้กับทางจำเลยทั้งสองทราบ เนื่องจากว่าจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทที่เลิกกิจการไปนานแล้วทำให้ส่งหมายไม่ได้ จึงต้องประกาศทางหนังสือพิมพ์ ขณะเดียวกันทนายของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทนายในพื้นที่ก็ปฏิเสธในการรับหมาย ก็เลยทำให้การส่งหมายไม่ชอบ ประเด็นที่ 2 เนื่องจากว่าวันนี้จำเลยทั้งสองคนใช้วิธีการแยกยื่นฎีกา จากเดิมที่จะฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 และฟ้อง นายคงศักดิ์ กลีบบัว เป็นจำเลยที่ 2 ในฐานะที่เป็นกรรมการบริษัทฯให้รับผิดส่วนตัว ศาลก็พิพากษาให้จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้กับชาวบ้าน ต่อมาทั้งบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และนายคงศักดิ์ กลีบบัว ได้ร่วมกันยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น เสียเงินที่ศาลอุทธรณ์เป็นเงินจำนวน 2 แสนบาท เพราะว่าเป็นการร่วมกันยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้จำเลยทั้ง 2 ชำระเงินให้ชาวบ้านเป็นเงินจำนวนเงิน 29 ล้านบาทเศษ ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นอุทธรณ์ส่วนโจทก์ก็ยื่นอุทธรณ์เช่นกันจนกระทั่งถึงชั้นฎีกา
แต่เมื่อถึงเวลาฎีกาปรากฏว่า จำเลยทั้ง 2 ได้ให้ทนายความ 2 คนไปแยกกันยื่นฎีกา สรุปแล้วก็คือว่าการยื่นฎีกาเป็นของทนายคนที่หนึ่งและคนที่สองซึ่งการฎีกาปรากฏว่าบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด วางเงินแค่ 2 แสนบาท ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้วางเงิน ต่อมาระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ศาลฎีกาได้ตรวจพบว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้วางเงินจำนวน 2 แสนบาท ดังนั้นวันนี้ศาลจังหวัดกาญจนบุรี จึงบอกว่าถ้าจะอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาได้ จะต้องให้จำเลยที่ 2 มาวางเงินค่าธรรมเนียมก่อนจำนวน 2 แสนบาท ถ้าหากยังไม่วางเงินก็ไม่สามารถอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาได้ และให้โจทก์ไปหาที่อยู่ของบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด มาแถลงที่ศาลภายใน 3 วัน และจะให้จำเลยที่ 1 คือนายคงศักดิ์ กลีบบัว หรือทาญาติให้นำเงินจำนวน 2 แสนมาวางที่ศาลภายในวันที่ 21 มิ.ย.59 และถ้าหากจำเลยที่ 2 นำเงินมาวางตามกำหนดศาลจังหวัดกาญจนบุรีก็จะอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาให้ฟัง แต่ถ้าหากจำเลยที่ 2 ยังไม่นำเงินมาวางตามที่กำหนด ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ก็จะส่งสำนวนกลับไปที่ศาลฎีกาที่ กทม.เพื่อให้ศาลฎีกาสั่งอีกครั้งหนึ่งว่ากรณีที่จำเลยที่ 2 ไม่มาวางเงินจำนวน 2 แสนบาทศาลฎีกาจะมีคำสั่งว่าอย่างไร ซึ่งกระบวนนี้พอจะคาดการณ์ได้ว่าวันที่ 21 มิ.ย.59 นี้ ทางจำเลยที่ 2 ก็คงจะไม่มาวางเงินที่ศาลเพื่อให้ศาลจังหวัดกาญจนบุรีส่งสำนวนกลับไปที่ศาลฎีกานั่นเอง ซึ่งจะส่งผลให้เวลายืดเยื้อออกไป

ด้าน นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า นอกจากการฟ้องร้องในคดีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ชาวบ้านคลิตี้ที่ได้รับผลกระทบยังได้ดำเนินการฟ้องร้องอีก 2 คดี คือ คดีหมายเลขแดงที่2604/2554 ระหว่าง นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ กับพวกรวม 151 คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวกรวม 7 คน จำเลย ในฐานความผิด ละเมิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้พิพากษาให้จำเลยทั้ง 7 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวมเป็นจำนวน 36,050,000 บาท ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และ คดีหมายเลขแดงที่ อ.734/2555 ระหว่าง นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ กับพวกรวม 22 คน ฟ้อง กรมควบคุมมลพิษ โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่า กรมควบคุมมลพิษปฏิบัติหน้าที่ในการฟื้นฟูหรือระงับการปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ล่าช้าเกินควร ให้กรมควบคุมมลพิษกำหนดแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟู ตรวจและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ ให้ครอบคลุมทุกฤดูกาลอย่างน้อยฤดูกาลละ 1 ครั้ง จนกว่าจะพบว่าสารตะกั่วในตัวอย่างนั้นไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 22คนคนละ 177,199.45 บาท (รวมเป็นจำนวน 3,898,390.1 บาท) ให้ดำเนินการภายใน 90 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ซึ่งผ่านมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี แล้ว กรมควบคุมมลพิษก็ยังไม่เริ่มดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้แต่อย่างใด ซึ่งคดีนี้เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งว่า กระบวนการยุติธรรมจะสามารถเรียกให้ผู้ก่ออาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนและเยียวยาความทุกข์ที่ชาวบ้านต้องทนแบกรับมากว่า 17 ปีได้หรือไม่
ขณะที่ นายกำธร กล่าวว่า การเดินทางมาที่ศาลเป็นไปด้วยความลำบาก ซึ่งในวันนี้เราตั้งใจมาฟังศาลจังหวัดกาญจนบุรีอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ปรากฏว่าไม่สามารถอ่านได้เนื่องจากทางจำเลยไม่ได้มาชำระเงินค่าธรรมเนียมให้กับศาล ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าเมื่อถึงวันที่ 21 มิ.ย.59 จำเลยจะมาวางเงินค่าธรรมเนียมหรือไม่ ซึ่งเราจะต้องรอดูต่อไป โดยตลอดระยะเวลาที่เราต่อสู้กันมาในชั้นศาลรวมประมาณ 13 ปี ซึ่งที่ผ่านมาฝ่ายชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากศาลตะกั่วก็ได้เสียชีวิตไปแล้วหลายราย และจำเลยที่2 ก็เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งจนถึงขณะนี้ตนมองว่าฝ่ายจำเลยคงต้องการยื้อเวลากับชาวบ้านมากกว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่ชาวบ้านคลิตี้ต้องการมากที่สุดคือการที่ขอให้กรมควบคุมมลพิษรีบเข้ามาดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาใสสะอาดเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด

