เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 27 เมษายน ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลนัดไต่สวนคดีที่บริษัทไทยทีวี จำกัด โดย นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ “ติ๋ม ทีวีพูล” กรรมการผู้มีอำนาจ ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลประเภทช่องรายการข่าวและสาระ ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการดำเนินการใดๆ ในการเรียกเก็บชำระเงิน ตามหนังสือค้ำประกัน หรือแบงก์การันตีของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 1,976 ล้านบาท จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งจนถึงที่สุด ในคดีที่ บจก.ไทยทีวี ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่องกระทำการโดยมิชอบ ละเลยต่อหน้าที่ ทำให้เกิดความเสียหาย กรณี กสทช.ละเลยต่อหน้าที่ตามที่แผนแม่บทกิจการวิทยุโทรทัศน์ กำหนด และผิดต่อ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ซึ่ง กสทช.ไม่ได้ดำเนินการตามแผนแม่บทที่วางไว้ ทั้งเรื่องการขยายโครงข่ายสัญญาณทีวีดิจิตอลที่ล่าช้า และการประชาสัมพันธ์
วันนี้ นางพันธุ์ทิพา หรือติ๋ม ทีวีพูล ผู้บริหาร บจก.ไทยทีวี เดินทางมาพร้อมกับ นายสุชาติ ชมกุล ทนายความ และคณะ ส่วน กสทช. มี น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. มาร่วมการไต่สวน
ก่อนการไต่สวน นางพันธุ์ทิพา หรือ ติ๋ม ทีวีพูล กล่าวว่า มาขอศาลคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้ธนาคารจ่ายแบงค์การันตีก่อนการพิพากษาเนื่องจากครั้งที่แล้วความเสียหายยังไม่ได้เกิด และทาง กสทช.ยังไม่ได้ส่งหนังสือไปที่ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งทางธนาคารก็ยังไม่ได้มีหนังสือทวงถามเงินกับทางไทยทีวี แต่ครั้งนี้ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว มั่นใจว่าศาลจะให้ความยุติธรรม เพราะ กสทช.มีความผิดจริงสามารถพิสูจน์ได้ทั่วประเทศ เพราะขณะนี้มีทีวีดิจิตอล 9 ช่อง ได้ฟ้องกสทช.จึงเชื่อว่าเมื่อครบกำหนดจ่ายเงินค่าใบประมูลคลื่นทีวีดิจิตอล ในครั้งที่ 3 คงจะมีหลายช่องมากที่ไม่จ่ายเงิน
เมื่อถามว่าธนาคารกรุงเทพ ส่งหนังสือไปยังไทยทีวี เรื่องยึดแบงค์การันตีหรือไม่ นางพันธุ์ทิพา กล่าวว่าส่งมาแล้ว โดยทางธนาคารของให้ไทยทีวีจ่ายเงิน ตนจึงได้มาขอศาลคุ้มครองชั่วคราว
เมื่อถามว่าหากศาลไม่กำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว จะทำอย่างไรต่อไป นางพันธุ์ทิพา กล่าวว่าเชื่อมั่นในศาลว่ายุติธรรม แต่หากศาลไม่มีคำสั่งคุ้มครองจะเดินหน้าสู้ต่อไปอีกหลายครั้ง และจะทำให้ธุรกิจขอตนกระทบหนักมาก อย่างไรก็ตามมั่นใจมากว่าคดีของตนมีโอกาสชนะสูงมาก
ด้านน.ส.สุภิญญา กสทช.กล่าวว่าสืบเนื่องจากไทยทีวี ซึ่งมีสองใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอล และค้างการชำระหนี้ค่าคลื่นความถี่ กสทช.จึงเพิกถอนใบอนุญาต และได้รับคำตอบชัดเจนจากไทยทีวีว่าไม่ยอมจ่ายหนี้ ดังนั้นหน้าที่ของ กสทช.ต้องหันไปหาผู้ค้ำประกันหนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งตามหลักสากลธนาคารที่มาค้ำประกันธนาคารต้องประเมินความเสี่ยงรอบครอบแล้ว ในเมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ได้หน้าที่ของธนาคารก็ต้องชำระหนี้แทน ซึ่งที่ผ่านมาศาลไม่ได้คุ้มครองไทยทีวีในช่วงแรก กสทช.จึงมีหนังสือไปที่ธนาคารกรุงเทพ 2 ครั้ง เพื่อทวงหนี้ โดยธนาคารได้ส่งหนังสือดังกล่าวไปให้ไทยทีวีแล้ว ทำให้เป็นสาเหตุที่ไทยทีวี ต้องมาขออำนาจศาลคุ้มครองในวันนี้ อย่างไรก็ตามหากศาลคุ้มครองไทยทีวีในครั้งนี้อาจเป็นการคุ้มครองธนาคารกรุงเทพที่ไม่ต้องจ่ายแบงค์การันตี ให้กับ กสทช.ถ้าเป็นอย่างนี้จะทำให้กสทช.กังวลว่าหากไม่สามารถทวงหนี้จากธนาคารได้จริงจะทำให้กระทบเรื่องแบงค์การันตีของเจ้าอื่นๆได้ ซึ่งทั้งหมดคือประเด็นที่จะมาชี้แจงต่อศาลในวันนี้

เมื่อถามว่าทางธนาคารกรุงเทพต้องจ่ายเงินทั้งหมดเลยหรือไม่ น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า ใช่เพราะเป็นตามเงื่อนไขที่ธนาคารยอมรับมาตั้งแต่ต้น และจากคำสัมภาษณ์ล่าสุดของผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ เหมือนจะยินยอมชำระเงินแบงค์การันตีด้วย ซึ่งตนคิดว่าเป็นหน้าที่ของธนาคาร ที่ต้องชำระเงินอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้น กสทช.อาจต้องทำหนังสือไปถึงธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอถึงผลกระทบของของธนาคารที่ไม่ยอมจ่ายแบงค์การันตี ซึ่งหากทางไทยทีวีอ้างว่าคดียังไม่สิ้นสุดและไม่ให้ยึดแบงค์การันตี ก็ต้องปล่อยตามกระบวนการของกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ ธนาคารกรุงเทพ ควรชดใช้เงินแบงค์การันตีให้ กับ กสทช.ก่อน และหาก กสทช.แพ้คดีก็สามารถเรียกเงินชดใช้เงินคืนทั้งหมดในภายหลังได้เช่นกัน

