วันที่ 27 เมษายน เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ห้องประชุมตำรวจภูธร จ.เพชรบูรณ์ นายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการ จ.เพชรบูรณ์ พล.ต.ต.สัณห์ พ.อ.จิระเดช กมลเพ็ชร รอง ผบ.พล.ม.1 ร่วมกันแถลงถึงผลปฏิบัติการร่วม 3 ฝ่ายในการกวาดล้างผู้กระทำผิดความในกลุ่ม 16 ฐานความผิด ตามเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันในพื้นที่ทั้ง 11 อำเภอ ซึ่งผลการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 25 รายแยกเป็นคดียาเสพติด 20 คดี มือปืนรับจ้าง 2 คดี บุกรุกที่ดินทำลายทรัพยากรธรรมชาติ 2 คดี หลอกลวงคนไปทำงานต่างประเทศ 1 คดี
โดยสามารถยึดของกลางได้แก่ ยาบ้า 36,000 เม็ด ยาไอซ์ 1.6 กิโลกรัม อาวุธปืน 90 กระบอก เลื่อยโซ่ยนต์ 2 เครื่อง กัญชา 2.9 กรัม กระสุนปืน 52 นัด เครื่องประกอบกระสุน 4 ชุดและเงินสด 25,610 บาท อย่างไรก็ตามระหว่างนายบัณฑิตย์เดินดูของกลางและรายละเอียดผลการจับกุมดำเนินคดีของตำรวจและท้องที่ ได้ให้ความสนใจคดียาเสพติดที่ศอ.ปส.ภ.จ.เพชรบูรณ์ จับกุมผู้กระทำผิดได้ในเขตท้องที่สภ.หนองไผ่ จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการยาเสพติดใช้เด็กอายุ 13 ปีและ 15 ปี มาเป็นคนเดินยาเสพติดแทน เพื่อง่ายต่อการหลบเลี่ยงการถูกจับกุมและหากถูกจับกุมมาตรการลงโทษก็ค่อนข้างน้อยกว่าผู้ใหญ่

นายบัณฑิตย์กล่าวว่า การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่ายจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และก่อนจะเข้าทำงานจะมีการขออนุญาตของหมายศาลทุกครั้งที่มีการทำงาน แต่หากเป็นความผิดซึ่งหน้าก็จำเป็นต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในการเลือกขบวนการตามเป้าหมายจึงมิได้มีการคัดกรองโดยการเลือกปฏิบัติ ก่อนปฏิบัติการจะมีการประชุมวิเคราะห์ทางด้านการข่าวและเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ
“แต่ละกลุ่มจะมีบัญชีแยกเฉพาะอย่างเช่นกลุ่มที่มีความผิดอยู่แล้ว กลุ่มที่หนีหมายจับหรือหมายศาล กลุ่มผู้มีพฤติกรรมสีเทาๆ และกลุ่มข้าราชการหรือนักการเมืองท้องถิ่นที่อาจมีส่วนร่วมกับการกระทำผิด หรือเข้าข่ายที่อยู่ในฐานความผิดก็จะมีกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการทำงานจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลกันทั้ง 3 ฝ่าย”นายบัณฑิตกล่าว

